Author Archives: admin

ทหารหญิงหัวใจแหวว

สิบ เอกศักดิ์ศรีตำแหน่งพลปืนกลเบา (เอ็ม 26) ประจำหน่วยลาดตระชายแดน โดยมี พันโทเกรียงไกร เป็นผู้บังคับกองพัน ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับลูกน้องคู่นี้เหตุเกิดจากการสู้รบที่ชายแดน เมื่อผู้พันเกรียงไกรได้นำกำลังทหารเข้าทำการผลักดันกองกำลังต่างชาติที่ได้ ล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยออกไป แต่ผู้พันเกรียงไกรได้เพรี่ยงพร้ำแก่ข้าศึกตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก เหตุการณ์คับขันยากที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ ถ้าไม่ได้นักรบที่มีหัวใจบ้าบิ่นที่มีชื่อสิบเอกศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นผู้บังคับหมู่พลปืนกลเบานำทหารตีฝ่าวงล้อมเข้าไปช่วยชีวิตนายออกมา ได้อย่างปลอดภัย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้บังคับกองพันอย่างพันโทเกรียงไกรอย่างไม่รู้ลืม

เมื่อ พันโทเกรียงไกรได้ถูกย้ายเข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพันในกรุงเทพฯ จึงได้ทำเรื่องย้ายสิบเอกศักดิ์ศรีมาอยู่ด้วย หน้าที่และตำแหน่งของพันโทเกรียงไกรก้าวหน้าเป็นลำดับ เช่นเดียวกับหมู่ศักดิ์ศรีก็ได้รับตำแหน่งขึ้นเช่นเดียวกันกับนาย เพราะได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากพันโทเกรียงไกร วิถีชีวิตเริ่มหักเหเมื่อผู้พันเกรียงไกรได้รับตำแหน่งเป็นผู้บังคับการต้อง ย้ายไปประจำการที่โรงเรียนนายร้อย หมู่ศักดิ์ศรีได้รับยศเป็นจ่ากองร้อยไม่สามารถย้ายตามไปได้ ความห่างเหินเริ่มห่างออกไปตามกาลเวลา ท่านผู้บังคับการมีตำแหน่งหน้าที่ก้าวไกลตามความสามารถ ส่วนจ่าศักดิ์ศรีความก้าวหน้าเริ่มหยุดนิ่งตามอุปนิสัยที่แข็งไม่ยอมคน มีเรื่องความขัดแย้งต่างๆ ได้พยายามเอาไปปรึกษานายเก่าก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือเหมือนอย่างที่ตั้งใจ เนื่องมาจากคุณนายของผู้การเกรียงไกรไม่ค่อยชอบหน้าจ่าศักดิ์ศรีเท่าใดนัก จ่าศักดิ์ศรีเริ่มท้อแท้หมดกำลังใจหันมาดื่มเหล้าปลอบใจชีวิตก็เริ่มตกต่ำ นายเก่าซึ่งได้รับตำแหน่งใหญ่โตขึ้นเป็นถึงพลโทแล้วได้เรียกเข้าไปตักเตือน หลายครั้งด้วยความหวังดี แต่ว่าจ่าศักดิ์ศรีกลับคิดว่านายเก่าเรียกไปดุด่าจึงมีความเสียใจมากขึ้น หันไปพึ่งยาเสพติด ถึงแม้เมียอันเป็นที่รักและลูกสาวจะเฝ้าอ้อนวอนขอร้องอย่างไรก็ไร้ผลไม่ สามารถดึงจ่าศักดิ์ศรีขึ้นมาจากขุมนรกของยาบ้าได้ จนกระทั่งผู้บังคับบัญชาจับได้จึงให้ออกจากราชการ

ชีวิต ของจ่าศักดิ์ศรีเริ่มตกต่ำยิ่งขึ้นเมื่อถูกออกจากราชการ แต่ด้วยหัวใจของคนที่เคยเป็นนักรบ บ้าบิ่นมาก่อน ประกอบกับกำลังใจที่เมียและลูกคอยให้กำลังใจมาตลอด จ่าศักดิ์ศรีจึงตัดใจหักดิบเลิกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด จ่าศักดิ์ศรีจะตกระกำลำบากปานใดเขาไม่เคยบ่นสู้ทนขับแท็กซี่คู่ใจหาเลี้ยง ครอบครัว หวังส่งเสียให้ลูกสาวได้เล่าเรียนสูงๆ เพื่อกอบกู้ความผิดของตนที่คิดพลาดไปอย่างไม่มีวันเรียกร้องคืนได้อีก ส่วนประนอมเมียของเขาก็ไม่เคยย่อท้อทำขนมขายเป็นการหารายได้เสริมให้ครอบ ครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น

เคียง เดือน ลูกสาวคนเดียวของอดีตจ่าทหารนอกราชการที่ถูกปลดเพราะไปติดยาเสพติด มีความแค้นฝังใจกับพวกค้ายาเสพติดที่ทำให้ครอบครัวต้องลำบากจึงตัดสินใจไป สมัครเรียนเป็นนักศึกษาวิชาทหาร หวังว่าในอนาคตจะไปสมัครสอบเข้าทหารหรือตำรวจอาชีพ เพื่อหวังเข้าไปปราบปรามพวกค้ายาให้หมดไปจากประเทศให้ได้ เมื่อได้เข้าไปเรียนในศูนย์ฝึกกำลังสำรองแล้วได้พบเพื่อนที่มีอุดมการณ์ เดียวกันอีกหลายคน

โรงเรียน ฝึกกำลังสำรองได้นำนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 2 เดินทางไปสอบภาคปฏิบัติที่ศูนย์ฝึกกำลังสำรองที่เขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นครั้งแรก ขบวนรถนักศึกษาหญิงได้ร่วมขบวนสมทบกับนักศึกษาชายเดินทางไปถึงอนุสรณ์สถาน ประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ แห่งทุ่งลาดหญ้า คณะนายทหารได้นำนักเรียนชายหญิงเยี่ยมชมภายในอนุสรณ์สถานและให้นักเรียนได้ ฟังวิทยากรบรรยายถึงดินแดนประวัติศาสตร์ ถึงเรื่องราวในครั้งที่พม่าได้ยกทัพเข้ามาทางด้านด่านเจดีย์สามองค์เป็น จำนวนแสนๆ คน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สั่งให้แม่ทัพของพระองค์นำกำลังเพียง 2 หมื่นนายไปยันข้าศึกเอาไว้ก่อน เมื่อวิทยากรได้บรรยายมาถึงตอนนี้ทำให้เคียงเดือนกับเพื่อนที่นั่งฟังด้วย ความสนใจเกิดมีความประทับใจไปกับวีรบุรษผู้กล้าหาญในอดีตทำให้เกิดจินตนาการ เป็นภาพของนักรบไทยในอดีตที่ต่อสู้กับทหารพม่าบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ปกป้องกับเพื่อนนักศึกษาชายได้ร่วมนั่งฟังบรรยายอยู่ด้วย ปกป้องได้จ้องหน้าเคียงเดือนที่นั่งเอามือปาดน้ำตาที่ไหลนองหน้า เคียงเดือนเหลือบมองปกป้องเห็นจ้องมองตนอยู่จึงหลบสายตาด้วยความเขินอาย

ช่วง การฝึกภาคสนามที่เขาชนไก่เป็นช่วงฤดูหนาว แต่อากาศที่ทุ่งลาดหญ้านั้นไม่ใช่เพียงแต่หนาวอย่างเดียว อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กลางวันร้อนตับแทบแตก กลางคืนกลับหนาวกระดูกแทบร้าว บางวันฝนตกแทบไม่ลืมหูลืมตา นักศึกษาชายหญิงล้มป่วยเป็นไข้กันมากมาย รวมทั้งเคียงเดือนและปกป้องด้วย ทั้งสองได้มีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งจึงได้ปรับทุกข์ถึงวิธีการฝึกของครูฝึก ที่ค่อนข้างโหด ปกป้องในฐานะเป็นลูกชายนายทหารใหญ่เข้าใจยุทธวิธีการฝึกของครูฝึกเป็นอย่าง ดี จึงอธิบายให้เคียงเดือนเข้าใจว่าครูไม่ใช่อยากจะลงโทษนักศึกษาที่ผิดระเบียบ วินัยเพียงอย่างเดียว แต่ครูฝึกต้องการให้ลูกศิษย์รู้จักมีความเข้มแข็งในด้านจิตใจด้วย เมื่อต้องไปมีอาชีพการงานจะได้มีจิตใจเข้มแข็งรู้จักมีความอดทนอดกลั้นต่อไป ในอนาคต เคียงเดือนจึงมีความสนิทสนมกับปกป้องมากเป็นพิเศษ พร้อมกลุ่มเพื่อนๆ นักศึกษาในกลุ่มของเคียงเดือนก็มีความสนิทสนมกับกลุ่มของเพื่อนๆ ปกป้องเช่นเดียวกัน

หลัง จากการฝึกภาคปฏิบัติที่เขาชนไก่แล้ว ปกป้องและเคียงเดือนพร้อมกลุ่มเพื่อนๆ ต่างมีความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นความรักความเห็นใจ เมื่อปกป้องได้รู้ถึงความตั้งใจของเคียงเดือนที่มีความกดดันในเรื่องที่ต้อง มาเรียน รด. เนื่องจากพ่อต้องถูกปลดจากราชการเพราะยาบ้าเป็นต้นเหตุ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมายามใดที่เคียงเดือนมีเรื่องทุกข์ใจหรือท้อแท้ ปกป้องจะคอยเป็นที่ปรึกษาให้กำลังใจตลอดเวลา

มี อยู่ช่วงหนึ่งที่นักศึกษาวิชาทหารหญิงต้องเข้าไปฝึกภาคสนามที่จังหวัด กาญจนบุรี ปกป้องกับเพื่อนๆ ได้เรียนวิชาทหารถึงปีสุดท้าย (ปี 5) ส่วนเคียงเดือนได้เรียนมาถึงปีที่ 4 ทั้ง 2 ชั้นเรียนได้ไปฝึกภาคสนามที่เขาชนไก่อีกครั้ง ฝึกวิชาดำรงตนอยู่ในป่า ไม่มีอาหารกินต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการหาอาหารป่า หรือจับสัตว์ที่จะพอหาได้มาปะทังชีวิตเพื่อให้อยู่รอด ต้องจับงูหรือแย้มาฆ่ากิน ด้วยความเป็นห่วงว่าเคียงเดือนจะลำบาก ปกป้องจึงแหกกฎปลอมตัวเป็นนักศึกษาหญิงเข้าไปในแดนของนักศึกษาหญิง เป็นช่วงที่ครูฝึกได้นำงูมาปล่อยเพื่อทดสอบใจนักศึกษาหญิง แต่งูได้เลื้อยไปหาปกป้อง ปกป้องตกใจวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงจนครูฝึกจับได้ว่าเป็นผู้ชายปลอมตัวเข้ามา ในแดนของนักศึกษาหญิง จึงทำโทษปกป้องภายหลังว่า ปกป้องยอมเสี่ยงเข้ามาเพื่อจะนำอาหารมาให้เคียงเดือนด้วยความเป็นห่วง ยิ่งสร้างความประทับใจให้กับเคียงเดือนที่มีกับปกป้องมากเป็นพิเศษ

ความ สนิทสนมรักใคร่ระหว่าง ปกป้อง กับ เคียงเดือน ได้รู้ถึงจ่าศักดิ์ศรี จึงถูก จ่าศักดิ์ศรีขัดขวางความรักของคนทั้งสองอย่างหนัก เมื่อจ่าศักดิ์ได้รู้ว่าปกป้องเป็นลูกของเจ้านายเก่าของตน ซึ่งรู้ดีว่าความรักของคนทั้งสอง ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะแต่งงานกัน เนื่องจากคุณหญิงแม่ของปกป้องไม่ชอบคนจนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งถ้าได้รู้ว่ามาชอบกับลูกสาวของคนซึ่งเป็นลูกน้องเก่าด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด จ่าศักดิ์ศรีจึงจำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์ของคนทั้งสองเสียก่อนที่จะสายเกิน ไป ทั้งปกป้องและเคียวเดือนไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ที่จ่าศักดิ์ศรีกีดกันความรักของเขาทั้งสอง เนื่องจากเหตุผลใด เพราะจ่าศักดิ์ศรีไม่เคยเล่าให้ลูกสาวได้ฟังเลย ส่วนประนอมก็ไม่กล้าที่จะเล่าความจริงให้ลูกสาวได้ฟัง เนื่องจากจ่าศักดิ์ศรีห้ามบอกความจริงในอดีตให้ลูกสาวรู้เด็ดขาด

ปก ป้องเมื่อถูกฝ่ายพ่อของเคียงเดือนกีดกันหวงห้ามก็ยิ่งอยากจะเอาชนะ โดยมีเพื่อนๆ ของปกป้องและเพื่อนๆ ของเคียงเดือนเป็นฝ่ายสนับสนุนให้มีการพบกันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังจากการฝึก รด. จนมาถึงงานวันเกิดของปกป้อง ได้ชวนเคียงเดือนไปในงานวันเกิดและได้แนะนำให้รู้จักกับท่านนายพลและคุณหญิง แม่ของปกป้องได้ถามถึงครอบครัวของเคียงเดือน ซึ่งปกป้องได้บอกความจริงถึงชื่อพ่อแม่ของเคียงเดือนให้คุณหญิงฟัง คุณหญิงแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลังจากวันนั้น คุณหญิงได้ไปที่บ้านของเคียงเดือน เมื่อได้พบกับ จ่าศักดิ์ศรี ลูกน้องเก่าของสามี จึงได้ให้จ่าศักดิ์ศรีห้ามปรามลูกสาวว่า อย่าทะเยอทะยานคิดไปเป็นลูกสะใภ้ตนเลยชาตินี้คงรับไม่ได้ สร้างความโกรธแค้นให้กับจ่าศักดิ์ศรีเป็นอย่างมาก และได้โต้ตอบกลับไปกับคุณหญิงว่า ให้ห้ามลูกชายของตัวเองให้ได้อย่าคิดว่ามีเงินแล้วจะซื้อผู้หญิงจนๆ อย่างลูกสาวตนได้ ต่างคนต่างใช้อารมณ์โต้เถียงกันอย่างรุนแรงจนคุณหญิงระงับอารมณ์ไม่อยู่ กล่าวอาฆาตจ่าศักดิ์ศรีด้วยความแค้นแล้วกลับไปอย่างหัวเสีย เมื่อเคียงเดือนกลับจากโรงเรียนได้ถูกพ่อต่อว่าอย่างรุนแรงและห้ามลูกสาวไป พบกับปกป้องอย่างเด็ดขาด เคียงเดือนเสียใจมากกล่าวหาว่าพ่อเอาแต่อารมณ์ไร้เหตุผล ประนอมพยายามห้ามปรามลูกสาวไม่ให้ต่อปากต่อคำกับพ่อ ทำให้เคียงเดือนน้อยเนื้อต่ำใจกล่าวหาทั้งพ่อและแม่ว่าไม่รักตนไม่ยอมเข้าใจ ตน ประนอมพยายามจะอธิบายถึงความจริงให้ลูกรู้แต่ก็ถูกจ่าศักดิ์ศรีห้ามไว้เสีย ก่อน

กำแพง ความรักของปกป้องกับเคียงเดือนถูกฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตั้งป้อมขัดขวาง มากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ก็เหมือนยิ่งเพิ่มดีกรีความรักความเห็นใจมากยิ่งขึ้น ประกอบกับได้รับแรงเชียร์จากเพื่อนๆ ของทั้งสองฝ่ายยิ่งทำให้ปกป้องและเคียงเดือนมีความพยายามจะทลายกำแพงความรัก ที่พ่อและแม่ได้ตั้งขึ้นให้จงได้ตามปรารถนา โดยปกป้องจะมีฝ่ายท่านนายพลคอยให้ท้ายลูกชาย ส่วนเคียงเดือนก็จะมีประนอมผู้รักลูกดั่งดวงใจเป็นกำลังใจคอยเชียร์อย่าง ลับๆ ไม่ให้สามีรู้ ความรักของปกป้องและเคียงเดือนจึงเหมือนอมตะนิยายรักน้ำเน่าถูกรีไซเคิลกลับ มาอีกครั้งด้วยกลยุทธ์ศึกรักศึกรบฝุ่นตลบไปทั้งคนรักและคนเชียร์

ช่วง ที่ไปฝึกภาคสนามที่ศูนย์ฝึกเขาชนไก่ เคียงเดือนและกลุ่มเพื่อนๆ 4 คนพลัดหลงทางเข้าไปในป่าลึก จนเป็นเหตุให้ผู้บังคับบัญชาต้องสั่งให้ครูฝึกจำนวนหนึ่งออกค้นหา เมื่อข่าวการเดินทางหลงป่าของเคียงเดือนได้รู้ไปถึงปกป้องที่ไปฝึกภาคสนาม อยู่ที่เขาชนไก่ในช่วงเวลาเดียวกัน ปกป้องกับเพื่อนๆ จึงขออาสาไปกับครูฝึกด้วย เพื่อออกค้นหาเคียงเดือนกับนักศึกษาหญิงที่หายไป

เคียง เดือนกับเพื่อนๆ อีก 4 คนได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนของกระเหรี่ยงที่เป็นแหล่งผลิตยาเสพติด และถูกกลุ่มคนร้ายจับตัวเอาไว้ โดยคนร้ายคิดว่าเป็นสายสืบเข้าไปสืบจับยาเสพติด เมื่อหัวหน้ากระเหรี่ยงได้สอบสวนแล้วจึงรู้ว่าเป็นนักศึกษาวิชาทหาร หัวหน้ายิ่งมีความวิตกกังวลมาก ถ้าปล่อยกลับไปเกรงว่าจะนำข่าวแหล่งผลิตยาไปเปิดเผยได้ จึงคิดที่จะฆ่าปิดปากเสีย แต่เคียงเดือนได้พยายามพูดให้เหตุผลว่าถึงฆ่าพวกเธอไป หัวหน้าก็ไม่สามารถอยู่อย่างสบายได้ ถึงยังไงทางตำรวจก็ต้องออกตามล่าจนเจอแหล่งผลิตยาที่นี่แน่นอน สู้ปล่อยให้พวกเธอไปดีกว่า แล้วจะช่วยปิดเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นความลับ หัวหน้าเริ่มลังเลใจ จึงสั่งให้ลูกน้องเอาพวกนักศึกษาไปขังไว้ชั่วคราวก่อน

ในช่วงที่เคียงเดือนกับพรรคพวกถูกกักขังอยู่นั้น รื่นรมย์ หนึ่งในกลุ่มได้ใช้เล่ห์มารยาหญิงตีสนิทให้ผู้คุมหลงเชื่อ เธอหลอกล่อจนตายใจแล้วให้เพื่อนๆ ตีผู้คุมจนสลบ จากนั้นทั้งหมดจึงรีบหลบหนีมา แต่ด้วยขาดประสบการณ์ในการเดินป่าจึงทำให้ทั้งหมดหลงทาง ไม่สามารถออกจากป่าแห่งนี้ได้

ปกป้อง และเพื่อนนักศึกษาชาย ได้ติดตามมาพบ จึงได้ช่วยกันรีบพาออกไปอย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่ทันรอดพ้นไปจากป่าได้ ในเมื่อหัวหน้ากระเหรี่ยง ได้ติดตามไล่ล่ามาทันพอดี จึงได้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างการปะทะกันอยู่นั้นครูฝึกได้นำกำลังเข้ามาสมทบจนกระทั่งพวกเหล่าร้าย ถอยร่นเข้าป่าไป

เคียงเดือน และกลุ่มเพื่อน แจ้งครูฝึกว่า พวกผู้ร้ายกลุ่มนี้ได้ตั้งแหล่งผลิตยาเสพติดอยู่ที่ชายแดนป่าลึก ขอให้รีบตามเข้าไปทำลายล้างด่วน มิฉะนั้นพวกคนร้ายจะขนย้ายแหล่งผลิตหนี ทางด้านครูฝึกและกำลังสนับสนุนจึงตามล่ากลุ่มคนร้ายไปตามคำบอกเล่าของเคียง เดือน จนกระทั่งเข้าล้อมจับกุมกระเหรี่ยงที่ตั้งโรงงานผลิตยาเสพติดไว้ได้ทั้งหมด

ผู้ บัญชาการกองกำลังสำรอง กรมการรักษาดินแดนได้จัดงานรับขวัญกลุ่มนักศึกษาที่ถูกจับ พร้อมกล่าวยกย่องต่อหน้าเพื่อนนักศึกษาที่สนามฝึกกำลังสำรองเขาชนไก่อย่าง ใหญ่โต สร้างความยินดีปรีดาให้กับเพื่อนและกลุ่มนักศึกษาทุกชั้นปีที่เข้ามาฝึกอยู่ ที่นั้น และถือเป็นการปิดภาคการศึกษาในปีนั้นด้วย

หลังจากจบการศึกษา ปกป้อง และ เคียงเดือน ได้นำเรื่องความรักที่ทั้งสองมีต่อกันมาปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ของตน ทั้งสองได้รับการปฏิเสธ พ่อของเคียงเดือนซึ่งไม่ชอบปกป้องอยู่แล้ว ประกาศห้ามลูกสาวคบกับปกป้องอย่างเด็ดขาด ส่วนคุณแม่ของปกป้อง ก็ประกาศห้ามคบกับเคียงเดือน เพราะเห็นว่าฐานะยากจน ไม่สมควรที่จะมาเป็นลูกสะใภ้ ปกป้องและเคียงเดือนผิดหวังจากการที่ถูกกีดกันความรัก เพื่อนๆ จึงวางแผนช่วยเหลือให้ทั้งสองสมหวังให้ได้ โดยการสร้างสถานการณ์ว่าทั้งสองไปกระโดดน้ำตายที่สะพานพระราม 8

เมื่อพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายรู้เข้าจึงเสียใจมาก สารภาพผิดกันทั้งสองฝ่ายว่าเป็นคนฆ่าลูกตัวเองเพราะความคิดผิดๆ แล้วพร่ำรำพันร้องให้เสียใจแทบขาดใจตาย ขอให้เทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ประทานชีวิตให้ลูกกลับมาเถอะ ถ้าลูกมีชีวิตกลับมาได้จริงๆ ต่อไปจะไม่ขัดขวางทางรักของลูกทั้งสองอีกแล้ว ลูกต้องการอะไรจะให้ทุกอย่าง

สดใส ซึ่งนั่งเฝ้าดูอยู่นั้นได้พูดปลอบใจพ่อแม่ของเพื่อน แล้วย้ำคำพูดเดิมของพ่อแม่ว่าจริงนะ ถ้า ปกป้อง และ เคียงเดือน ไม่ตายจริงพ่อแม่จะไม่ขัดขวางทางรักของเขาอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายรับปากอย่างแข็งขัน สดใสจึงให้สัญญาณให้ปกป้อง และ เคียงเดือน เดินออกมาจากที่ซ่อนเข้ามาหาพ่อแม่ พ่อของเคียงเดือนโกรธมากที่ถูกหลอก แต่พ่อของปกป้องกับแม่ของเคียงเดือนห้ามไว้ว่าได้สัญญากับลูกแล้ว เป็นผู้ใหญ่ต้องไม่ผิดคำพูด พ่อของเคียงเดือนจึงยอมตกลงตามสัญญา เพื่อนของปกป้องและเคียงเดือนต่างเฮโล แสดงความดีใจที่แผนการสำเร็จตามเป้าหมาย

ทวิภพ

มณีจันทร์ (เขมนิจ จามิกรณ์) สาวแห่ง พ.ศ. นี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูลและการศึกษา ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาแทบตลอด เพราะบิดารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และต้องเดินทางตามประเทศต่าง ๆ ในฐานะเอกอัครราชทูต

          เมื่อมณีจันทร์และคุณมาลิดา (ปภัสรา เตชะไพบูลย์) ผู้เป็นมารดากลับมาเยี่ยมบ้านเกิด มณีจันทร์ฝันซ้ำ ๆ อยู่แต่เรื่องเดียว เธอฝันเห็นเรือนทรงไทยตะคุ่ม ๆ เห็นห้องหนึ่งสลัวราง และในห้องนั้นก็มีเสียงเรียก “แม่มณี…แม่มณีจ๋า” เธอตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเรียกนั้นนุ่มนวลชวนให้ถวิลหายิ่งนัก
          มณี จันทร์ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแม้แต่คุณมาลิดา จนกระทั่งวันหนึ่งเธอซื้อกระจกบานหนึ่งมาจากร้านขายของเก่า กระจกบานยาวในกรอบไม้ฉลุสลักลวดลายเก่าจนฝุ่นเขรอะ ลายบางส่วนหักวิ่น “กระจกสมัย รัชการที่ 5” เจ้าคุณวิศาลคดี (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ชายชราผู้ขายบอกเธอ ที่กระจกมีรอยร้าวเป็นทางจากมุมลงมา มณีจันทร์ใช้ปลายนิ้วเช็ดกระจกเฉพาะตรงหน้า แว่บแรก เธอรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยเห็นคันฉ่องกรอบนั้นมาช้านาน หัวใจเอิบอาบซาบซ่าละม้ายได้ของรักคืนมา

กระจกบานนั้นถูกตั้งไว้ในห้องนอนของเธอทำมุมกับอ่างล้างหน้าและเหยือกโบราณ ที่มีอยู่เดิม สิ่งอัศจรรย์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอแม้ยามหลับและยามตื่น เธอรู้สึกถึงความผูกพันแนบแน่นที่มีต่อเจ้าของเสียง “แม่มณี…แม่มณีจ๋า” ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าผู้เรียกเลย วันหนึ่งเธอก็ได้เห็น “เขา” เห็นรูปถ่ายที่บ้านกุลวรางค์ (กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า)เพื่อนสนิท มณีจันทร์รู้สึกว่าใช่คนนี้แน่นอนจึงซักไซร้จนได้ความว่าท่านคือ เจ้าคุณอัครเทพวรากร หรือ หลวงเทพ(อรรคพันธ์ นะมาตร์) เอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา และคุณหญิงของท่านชื่อ “คุณมณี” มณีจันทร์จึงขอรูปหลวงเทพจากกุลวรางค์ รูปที่ได้มาเหมือนสายใยที่ร้อยรัดความรู้สึกของมณีจันทร์ ให้แนบแน่นกับผู้ชายในฝันมากขึ้น จนกลายเป็นเส้นที่ขีดขั้นระหว่างเธอกับไรวัต (พิชยดลย์ พึ่งพันธ์) นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพบกผู้ถึงพร้อมทั้งชาติตระกูล ทรัพย์สมบัติ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไรวัตรักมณีจันทร์มาก แต่รู้สึกว่าการกลับมาเมืองไทยคราวนี้มณีจันทร์แปลกไป เขารู้สึกว่าเธอมีคนอื่น ทำให้เขาร้อนรุ่มใจยิ่งนัก

          กระจกที่ได้มาทำให้มณีจันทร์เกิดเห็นภาพนิมิตหลายครั้งจากเงาสะท้อน แต่เธอก็บอกใครไม่ได้ เธอจึงไปคุยกับดร.ตรอง (ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) นักฟิสิกส์เพื่อนสนิทอีกคน ดร.ตรอง ยืนยันความเป็นไปได้ของการมองเห็นภาพในอดีต ทำให้มณีจันทร์มั่นใจวาสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
          มณีจันทร์แน่ใจว่า กระจกเป็นสื่อจากเธอถึงเจ้าคุณอัครเทพวรากรในอดีต และรับภาพจากอดีตมาถึงเธอ ทุกวันเธอจดจ่ออยู่กับการหาหนทางให้ติดต่อกับภาพ ในอดีตนั้นได้ เพราะเธอรู้สึกว่าผู้ที่อยู่ไกลโพ้นในอดีตก็หวนหาเธออยู่เช่น กัน และด้วยกระแสจิตแห่งความผูกพันธ์ที่รุนแรง ทำให้กระจกเกิดพลานุภาพดึงมณีจันทร์หลุดเข้าไปสู่ห้วงแห่งกาลเวลาย้อนกลับไป สู่อดีต สู่ชายที่เธอเฝ้าใฝ่หามาตลอด
          ความผูกพันและใฝ่หากันค่อย ๆ สานตัวเป็นความรักที่อ่อนหวาน โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเอ่ยปากบอกรักกัน ซึ่งขณะนั้นเจ้าคุณอัครเทพวรากร ซึ่งขณะนั้นเป็นแค่เพียง หลวงอัครเทพวรากร ไม่เคยคิดถามหาหัวนอนปลายเท้าของดรุณีแรกรุ่นวัย ที่กำเนิดผู้ผุดขึ้นกลางเรือนชานผู้นี้เลย และยิ่งกว่านั้น ยังคิดปกป้องดูแลหนทางแห่งการ ไป-มา ของเธอให้สะดวกราบรื่นโดยไม่ให้ใครรู้เห็นอีกด้วย แต่ความก็แตกจนได้ เมื่อบ่าวไพร่สังเกตในความแปลกของนายจนเล่าลืออื้ออึงว่า นายเลี้ยงผี เมื่อม้วน (วชิรา เพิ่มสุริยา) บ่าวสาวได้ประจันหน้ากับผู้มาเยือนในห้องนอนของหลวงเทพ และในที่สุดคุณหญิงแสร์ (ดวงดาว จารุจินดา) มารดาผู้เฉลียวฉลาดของหลวงเทพ ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองว่ามีสาวน้อยนางหนึ่งมาเยือนบุตรชายของท่านโดยผ่าน ทางกระจก ความเชื่อปรัมปราทำให้คุณหญิงสรุปว่าสาวน้อยนั้นมาจาก “เมืองลับแล”

          ความน่ารักและอิริยาอาการและการพูดจาของมณีจันทร์ ผูกใจคุณหญิงและบ่าวไพร่ทั้งบ้านไว้ได้อีก ทุกคนรอคอยการมาเยี่ยมเยือนของเธอ และอาลัยทุกครั้งที่เธอกลับสู่ถิ่นฐานของตน การได้มาเยือนอดีตทำให้ มณีจันทร์ใฝ่ใจที่จะค้นคว้าช่วงเวลาที่เธอมาเยือนมากขึ้น และเมื่อยิ่งรู้ว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ในตอนนั้นคือ การที่ฝรั่งเศสคุกคามจะเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นของไทยไปครอบครอง ปัญหานี้หลวงเทพต้องร่วมแก้ด้วย มณีจันทร์จึงยิ่งใฝ่ที่จะหาทางช่วยประเทศให้พ้นจากการล่าอาณานิคม
          มณี จันทร์ใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี ช่วยงานหลวงเทพในงานของบ้านเมืองเท่าที่เธอจะช่วยได้ และเธอก็ได้แสดงความฉลาดเฉลียวสูงสุดให้ปรากฏ ในงานเลี้ยงทูตานุทูตข้าราชการชาวต่างประเทศ หลวงเทพปักใจว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่เขาจะเลือกเป็นคู่ครองแทน แม่ประยงค์ (ฝนทิพย์ วัชรตระกูล) สาวน้อยผู้งดงามอ่อนหวาน และวางตัวอยู่ในกรอบข่ายของขนบประเพณีทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหมายไว้ให้แก่กัน

หากแต่คุณหลวงจะมั่นใจได้อย่างไรว่า สาวน้อยผู้มาเยือนทางกระจกนั้นจะอยู่กับเขาได้ตลอดไป กระจกบานนั้นไม่เคยให้ความแน่นอนในการมาและไปของเธอ ไม่เคยให้ความมั่นใจว่า เธอจะอยู่ในภพของเขาได้นานเท่าที่เขาต้องการอยากให้อยู่ เขาต้องยอมจำนนกับกระจกบานนี้หรือไม่ หากคนสองคนหลวงเทพและมณีจันทร์จะประคองรักแท้ระหว่างกันให้ดำเนินต่อไปได้ คงต้องมีใครสละอะไรเพื่อรักแท้นั้นแน่นอน… ติดตามชม ทวิภพ ละครพีเรียดฟอร์มยักษ์สุดคลาสสิก ได้ทุกวันจันทร์ – อังคาร เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7 สี  ละครทวิภพ

ทวิภพ 2537

“ทวิภพพันผูกใจ เชื่อมรักเราไว้นิจนิรันดร” มณีจันทร์ หรือ เมณี่ นางเอกของเรื่องเป็นบุตรีของ เอกอัครราชทูตไทย ที่บิดา มารดาต้องไปอยู่ต่างบ้าน ต่างเมือง ตัว “เมณี่” เองได้ซื้อกระจกบานหนึ่งมา และต่อมาได้พบว่า กระจกบานนั้น สามารถพาเธอย้อนกลับอดีตไปในยุคของ รัชกาลที่ 5 ได้ และได้โผล่ไปที่เรือนของ ” คุณหลวง อัครเทพวรากร” ข้าหลวงประจำกรมเจ้าท่า ทำให้บ่อยครั้งที่ตัว “เมณี่” หายไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย เป็นเหตุให้เพื่อนสนิท อันมี กุลวรางค์ , ไรซ์ (ตรอง) , ไรวัติ (หนุ่มที่มาติดพัน) ต้องเดือดร้อนตามหาตัวกัน
 
การปรากฏตัวของมณีจันทร์ สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในบ้านคุณหลวงเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความฉลาดของมณีจันทร์ ทำให้คนที่ได้พบเห็นอดที่จะรักเธอไม่ได้ ยิ่งมณีจันทร์เดินทางข้ามภพบ่อยครั้งขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อ “เมณี่” หรือ มณีจันทร์ ได้ทำความคุ้นเคยกับ คุณหลวงอัครเทพวรากร และ คุณหญิงแสร์ มารดาของคุณหลวงแล้ว จึงได้รู้ว่าที่กระจกนำตนกลับมาในอดีตนั้น เธอก็ยิ่งรู้สึกรักและผูกพันกับคุณหลวงและคนที่บ้านคุณหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกคนรวมทั้งมณีจันทร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมเธอจึงเดินทางข้ามกาลเวลามาที่นี่ นอกเหนือจากที่จะมาพบกับเนื้อคู่ ที่แท้จริงในอดีตแล้ว ยังต้องมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของประเทศสยาม ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงคับขัน ที่ทางประเทศ “ฝรั่งเศส” กับ ประเทศ “อังกฤษ” ที่อยู่ในยุคล่าเมืองขึ้น กำลังจะเอาประเทศสยามเป็นแดนกันชน และลงท้ายจะแบ่งแยกประเทศออกโดยเอาแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแดนปักปันเขต
 
มณีจันทร์ หรือ เมณี่ จึงต้องใช้ภูมิความรู้ทางด้านภาษา ช่วย “คุณหลวงอัครเทพวรากร” และ “เจ้าคุณวิศาลคดี” แก้เกมของประเทศนักล่าเมืองขึ้นทั้งสอง ในขณะเดียวกันเธอ ก็เริ่มผูกพัน กับอดีตภพ และความรักที่มีต่อคุณหลวง อัครเทพวรากร มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ปัญหาใหญ่ของบ้านเมืองจะต้องเร่งแก้ไข มณีจันทร์เองก็มีอีกปัญหาหนึ่งที่รอคอยให้เธอตัดสินใจเช่นกัน กระจกซึ่งเป็นประตูเชื่อมกลางเวลาจะมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เธอผ่าน เข้าออก มันจะต้องแตกลงในวันหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าเธอจะไม่สามารถเดินทางข้ามผ่านเวลาได้อีกต่อไป และเมื่อวันนั้นมาถึง มณีจันทร์จะตัดสินใจเช่นไร ระหว่างการอยู่ในภพอดีตกับคุณหลวง ผู้ที่รักเธอสุดหัวใจ หรือการกลับไปยังภาพที่เธอจากมา กลับไปเป็น “เมนี่” สาวทันสมัยแห่งโลกปัจจุบัน ที่มีแม่ผู้เป็นที่รักรอคอยอยู่

ทรายสีเพลิง

คุณหญิงรับดวงตาเป็นลูกบุญธรรม ซึ่งแท้จริงแล้วก็เพื่อจะให้เป็นพยาบาลส่วนตัว คุณหญิงส่งเสียดวงตาเรียนพยาบาลจนเติบโตเป็นวัยรุ่น คุณหญิงมีลูกชายชื่อ ศก ซึ่งมีนิสัยใจอ่อน ด้วยความที่ดวงตาเป็นคนทะเยอทะยาน จึงได้เสียกับศกจนตั้งครรภ์ คุณหญิงให้ดวงตาไปอยู่ที่เรือนหลังเล็ก และพูดดีกับดวงตาเสมอเพื่อให้ดวงตาเทิดทูนและยอมทำตามทุกอย่างโดยไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ แต่ศกไปแต่งงานกับเสาวนีย์ หญิงผู้มีชาติตระกูล ทั้งๆที่ดวงตากำลังคลอดลูก ดวงตาตั้งชื่อลูกว่า ทราย เพื่อเตือนใจให้ลูกเจียมตัวว่าเป็นเพียงกรวดทราย และให้ชื่อจริงว่าศรุตา ที่หมายถึงผู้มีชื่อเสียง เพราะอยากให้ลูกตนเด่นดังดีกว่าคนอื่นๆ

ต่อมาเสาวนีย์มีลูกสาวชื่อ ลูกศรหรือ ศร ซึ่งบอบบาง อ่อนแอ ศรได้รับความอบอุ่นเมื่ออยู่ในบ้าน ในขณะที่ทรายและดวงตาอาศัยอยู่ในเรือนหลังเล็กด้วยความช้ำใจ น้อยใจ ดวงตามักจะด่าว่าเสาวนีย์ ศรและศกให้ทรายฟัง บ่อยๆ ทรายจึงซึมซับความโกรธแค้น กระด้าง อยากเอาชนะไว้โดยที่ดวงตาไม่คาดคิด วันหนึ่งเมื่อทรายอายุ 6-7 ขวบ ทรายแอบได้ยินคุณหญิงพูดกับศกว่า การแสร้งทำดีของคุณหญิงเป็นวิธีการ”ร้อยไว้ใช้”เท่านั้น ในวันนั้นเองเกิดอุบัติเหตุศรตกน้ำเกือบตาย เสาวนีย์จึงเฆี่ยนตีทรายอย่างรุนแรง ดวงตากลับบ้าน หลังเลิกงานพบสภาพฟกช้ำของทรายก็เสียใจมาก พอทรายเอ่ยเล่าเรื่องที่ได้ยินคุณหญิงพูด ความอดทนของดวงตาก็สิ้นสุดลง คืนนั้นดวงตาพาทรายออกจากบ้าน โดยแวะบ้านคุณครูนารี ครูของทราย ทรายจึงได้พบกับบุรี หรือ บี พี่ที่แสนดี บีเห็นสภาพถูกทำร้ายของทรายก็สงสารจึงเอาใจทราย ชวนคุยจนทรายหายเศร้า แล้วดวงตาพาทรายก็ลาจากไปโดยไม่มีจุดหมาย

ดวงตาบังเอิญได้พบและแต่งงานกับคาร์ลตัน เศรษฐีชาวอเมริกัน จึงพาทรายย้ายไปอเมริกา ทราย ซึ่งใช้ชื่อ แซนดี้ พี คาร์ลตัน เติบโตเป็นสาวสวย ฉลาด คล่องแคล่ว ดูร่าเริง ดูไม่ออกเลยว่าเคยมีอดีตขมขื่นมาก่อน แต่ทรายมี นิสัยชอบเอาชนะ ผู้ชายที่เคยควงแต่ละคนมีเจ้าของแล้วทั้งนั้น เวลาแย่งมาได้ก็จะปฏิเสธชายคนนั้นอย่างไม่มีเยื่อไย เพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจของผู้หญิงสามารถล่อหลอกผู้ชายได้เสมอ

ทรายมีเพื่อนชายชื่อ ฌาน หรือ ชาร์ล ซึ่งดูสนิทสนมถึงขั้นเข้าออกบ้านทรายประจำ แต่ทรายไม่เคยยอมรับว่าเป็นแฟน ฌานเป็นคนหล่อ เจ้าสำราญและเป็นลูกบุญธรรมของนอร์แมน เศรษฐีชาวฮ่องกง สำหรับทรายเขาจึงเป็น เพียงถ้วยรางวัลชนะเลิศให้คนอื่นอิจฉาเท่านั้น ทั้งที่ฌานรักทรายมาก ฌานเคยอยู่มีเมืองไทยบ้านอยู่ริมแม่เจ้าพระยา เขาสนิทกับบุรีโดยที่ทรายไม่ทราบ แต่พอพ่อได้เสียชีวิต แม่ก็ทนความโลภของญาติพ่อไม่ได้ จึงย้ายมาฮ่องกงก่อนแต่งงานกับนอร์แมน

เมื่อคุณหญิงตาย ทรายจึงกลับเมืองไทยเพื่อฟังพินัยกรรม แท้จริงแล้วทรายต้องการแก้แค้น คุณหญิงยกบ้านหลังเล็กให้ทราย ทรายจึงย้ายเข้ามาอยู่และได้รับความชื่นชมจากศกและศร ทรายโกหกว่าจำความหลังไม่ได้แล้ว ใน ขณะเดียวกันฌานก็ต้องมาทำโครงการคอนโดที่จะสร้างที่บ้านเก่าของฌาน ฌานจึงมาเมืองไทยและติดต่อบุรีมาเป็นสถาปนิก

บุรีเปิดผับติดกับบ้านของเขา ฌานพาทรายไปผับ พบบุรีแต่ทรายจำเขาไม่ได้ บุรีจำทรายได้แต่เก็บไว้เป็นความลับ วันนั้นทรายพบพัชระ ซึ่งเป็นคู่หมั้นของศร ทรายจึงโปรยเสน่ห์ใส่พัชระภายใต้การสังเกตของบุรี พัชระชอบ ทรายทันทีและนัดพบกับทรายบ่อยๆ บุรีมักตักเตือนทรายทำให้ขัดคอทรายบ่อยๆ แต่ทรายก็ชักสนใจบุรีคนที่ยึดมั่นในคุณธรรม และเริ่มสงสัยว่าเขาคือพี่บีของทราย แต่เป็นพี่บีที่ไม่ตามใจทรายเหมือนก่อนอีกแล้ว

ทรายวางแผนให้ศรไปหลงรักฌาน เพื่อศรจะได้รู้ว่าการเป็นรองเป็นอย่างไร เพราะทรายคิดว่ายังไงๆฌานก็ต้องเลือกทรายมากกว่าศรคนที่จืดชืดไร้เสน่ห์ ศรหลงรักฌานทันที โดยที่ทรายพยายามผลักดันให้ศรและฌานได้อยู่กัน สองต่อสองบ่อยๆ โดยที่ตัวเธอเองปลีกตัวมาหาพ่อแม่ของบุรี เพราะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ทุกครั้งเธอจะมาเยี่ยมในเวลากลางวันเพราะต้องการหลบบุรี แต่วันหนึ่งเธอติดลมอยู่บ้านบุรีนานไปหน่อย เดินออกมาเห็นบรรยากาศบ้าน ตอนกลางคืนก็จำได้ว่าเป็นบ้านพี่บี เธอตกใจมากนึกขึ้นได้ว่าพี่บีได้เห็นความร้ายกาจของเธอมาโดยตลอด เธอได้แต่หวังว่าพี่บีจะอภัยในสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เธอทำ

ฌานชวนทราย บุรีและเพื่อนๆไปล่องเรือที่ภูเก็ต เพราะเขาจะไปพบแม่แล้วจะมาสบทบ ปรากฏว่าฌานมาไม่ทัน คนอื่นจะกลับตามกำหนดแต่ทรายกับศรจะอยู่ต่อเพื่อรอพบฌาน คืนสุดท้ายของคนอื่นๆ ทรายเห็นบุรีเล่นเปียโนอยู่ เธอก็เลยเข้าไปคุยและทะเลาะขัดใจกันตามเคย วันรุ่งขึ้นบุรีต้องเดินทางไปงานสัมมนาที่สิงคโปร์ เมื่อทรายรู้ก็เก็บกระเป๋าตามไปทันที โดยทิ้งศรไว้คนเดียว ฌานมาพบศรอยู่คนเดียวและฌานได้ทราบว่า โครงการคอนโดที่เขาหวง แหนถูกพ่อเลี้ยงสั่งเปลี่ยนแบบในระหว่างที่เขาถูกแม่เรียกพบ เขาจึงรู้สึกโดดเดี่ยว โดนหักหลังแม้กระทั่งแม่ตนเอง และศรก็ได้พยายามปลอบใจเขา และได้ตกเป็นของฌานในคืนนั้นเองด้วยความรักส่วนฌานก็ได้พบกับความอบอุ่น ที่แท้จริงจากศร

ที่สิงคโปร์ ทรายไปพักโรงแรมเดียวกับบุรี เธอไปดักรอบุรี และได้คุยกันโดยไม่ทะเลาะกันเป็นครั้งแรก เมื่อทรายทราบว่ามีห้องว่างตรงข้ามห้องของบุรีเธอจึงเปลี่ยนมาพักห้องนั้น ทันที คืนนั้นเธอใส่ชุดนอนบางเบามาหาบุรีถึง ห้อง ทรายพยายามยั่วยวนเต็มที่เพื่อเอาชนะบุรี จนบุรียั้งใจไว้ไม่อยู่ กอดรัดจุมพิตอย่างลืมตัว แต่ไม่กี่อึดใจบุรีก็ตั้งสติได้ผละออกมาจากทราย ทรายเสียใจรู้สึกไร้ค่า เอามาป้อนให้..เขายังคาย จึงเตลิดออกจากห้อง แล้วเดิน ร้องไห้ตาบวมกลับเมืองไทย

ในระหว่างที่ทรายไม่อยู่พัชระมาถอนหมั้นลูกศร ทำให้ครอบครัวของศรอับอาย แต่ศรไม่เสียใจ ฌานมาบอกทรายคนแรกว่า เขาจะมาขอศรแต่งงาน ทรายตกใจแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา ทะเลาะกับฌาน ฌานเลยท้าให้ ทรายทิ้งทุกอย่างเก็บของไปอยู่กับเขาคืนนี้ถ้าเธอรักเขาจริง ทรายเจ็บแค้นที่พ่ายแพ้ต่อศรจึงเก็บกระเป๋าไปหาฌานที่บ้าน วางแผนให้ศรตามไปพบ ศรเข้าใจผิดตามแผน เธอเสียใจที่ไปแย่งฌานจากทราย เป็นต้นเหตุให้คนที่เธอรัก ทั้งสองเสียใจ ศรจึงร้องไห้ผลุนผลันไปขับเรือเร็วท่ามกลางพายุ เรือคว่ำศรจมน้ำตาย

ทรายก็เสียใจเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขนาดนี้ มีเพียงคนเดียวที่ทรายอยากพบคือบุรี เธอจึงตรากหน้าไปหา บุรีบอกทรายให้เธอไปจากประเทศไทย ให้ทรายปรับปรุงตัว ส่วน”ความรักและความปรารถนาดี พี่บีคนนี้มีให้ ทรายเสมอ” คำพูดของบุรีเหมือนคำตัดสิน ทรายยอมทำตามโดยดี

ทรามวัยกับไอ้จก

จกคนขี่สามล้อหนุ่มแห่งหอนาฬิกาจังหวดนนทบุรี เป็นคนโอบอ้อมอารี แต่จนมากได้รับการสั่งสอนเลี้ยงดูจากยาย ที่เชื่อว่าจนเงิน แต่ใจไม่เคยจน การเป็นคนดี วันหนึ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น ทำดี ดีต้องตามทัน ทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านเช่าราคาถูก ที่มีคุณนายชม้อย ผู้เป็นคนจริงจังไม่โหด ไม่รีด แต่ถึงเวลาจ่ายต้องจ่าย มีมีการอะลุ้มอล่วย สัญญาต้องเป็นสัญญา
วันหนึ่งจกพบว่ามหัศจรรย์มีจริง เมื่อเขาพบสาวสวยน่ารักอย่าง จิ๊ก สาว 7-11 แห่งหนึ่งที่ร้านขายยาที่จกมาซื้อยาแก้ปวดให้ยาย จกคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นความมหัศจรรย์ที่ตัวเองทำดีมาตลอดและได้เจอะเจอ โดยไม่รู้ว่าจิ๊กมีเจ้าของแล้วคือวิรุฬ ที่เป็นนักพนันตัวยง แต่หลอกจิ๊กว่าเป็นนักขายประกัน และทำงานกลางคืนในสถานเริงรมย์ จกพบความมหัศจรรย์อีกครั้งจากผู้หญิงคนนี้ โดยจิ๊กบังเอิญอาศัยรถสามล้อขี่ของจก แต่ไม่มีเงินให้ค่าจ้าง เธอเลยให้เป็นลอตเตอรี่ 1 ชุดแทน วิรุฬฝากเธอซื้อ จกบอกจิ๊กว่าถ้าถูกจะแบ่งรางวัลให้ครึ่งหนึ่ง และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ลอตเตอรี่ 1 ชุดนั้นถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 18 000 000 บาท เงิน 18 ล้านทำให้ชีวิตจกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จกทำตามสัญญาให้จิ๊กเหมือนที่พูดไว้ จกเชื่อหัวปักหัวปำว่า…ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่เข้ามาทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นใน ทุกๆทาง และจะรอเธอคนนี้ชั่วชีวิตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
จะเอา เงินที่เหลือ 9 ล้าน ไปปรึกษารุ้งเจ้าหน้าที่การเงินที่บังเอิญได้รู้จักกันมาก่อนจกรวยและใช้ เงินทำบุญกับคนจน รุ้งช่วยเหลืออย่างดี ในขณะที่วิรุฬถลุงเงิน 6 ล้านจนเกือบหมด โดยการเล่นพนันแค่เดือนเดียว ดีที่จกเอาเงินไปเปิดร้าน 7-11 หนึ่งสาขา 3 ล้านบาท วิรุฬเล่นการพนันจนติหนี้สินและขู่โดยเสี่ยที่วิรุฬติดเงินในบ่อนนั้นเลยรีด เงินที่เหลือ 3 ล้านจากจิ๊กตบตีจิ๊กตาเขียวน่าสงสาร จิ๊กไปยืมเงินจากจก 1.5 ล้าน จกให้ยืมเพราะเธอคือทุกอย่าง และคิดว่านี่ก็คือเงินของเธอ ท่ามกลางความไม่พอใจของรุ้งที่จัดการเรื่องเงินอยู่ และยายที่คิดว่ามีใครมาหลอกเงินหลาน จกพบว่าจิ๊กมีเจ้าของแล้ว เขาเสียใจแทบไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ก็ยังหัวปักหัวปำรอเธอ ยายยิ่งรู้ยิ่งโกรธ ว่าจกงมงาย แต่จกก็ยังคงรอเธอ
จกเริ่มสืบรู้ว่าเงินจิ๊กหมด ไปกับวิรุฬ จกทำทุกอย่างเพื่อให้จิ๊กทราบว่าวิรุฬเป็นคนยังไง จิ๊กรู้ความจริงในที่สุดแต่ด้วยความเป็นผู้หญิงไทย เป็นของใครแล้วถึงจะเลวยังไงก็จะเป็นของวิรุฬคนเดียว จกเสียใจแต่ก็รักในความเป็นจิ๊ก จิ๊กเองก็เริ่มเรียนรู้ว่า ความรักคืออะไรจากจกแต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรักกัน วิรุฬรู้เรื่องจิ๊กกับจก และกล่าวหาว่าจิ๊กมีชู้ ตบตีจิ๊ก จิ๊กสับสนในชีวิต อยากเลือกจก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ วิรุฬอาศัยความเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ หว่านเสน่ห์กับรุ้งหลอกถามถึงความเป็นไปของจก รู้ว่าที่เท้จริงลอตเตอรี่ใบนั้นเป็นของตนที่ให้จิ๊กไปซื้อ วิรุฬทวงเงิน 9 ล้านจากจกโดยขู่ว่าถ้าไม่ให้จะแจ้งความดำเนินคดีกับจิ๊กฐานยักยอกทรัพย์ เมื่อแผนการชั่วร้ายของวิรุฬเริ่มขึ้นจกจะคืนเงินให้วิรุฬ และกลับมามีชีวิตที่จนอย่างเดิมหรือไม่ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรโปรดติดตามได้ใน ทรามวัยกับไอ้จก

เถ้ากุหลาบ

เถ้ากุหลาบ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่มีความแค้นฝังแน่น เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อ และเป็นคนเดียวที่ไปรับศพของพ่อจากแดนประหาร พ่อที่เดินไปหาลูกในฐานะนายพล แต่ลูกไปรับพ่อในฐานะนักโทษชาย

เถ้ากุหลาบเป็นเรื่องราวของครอบครัวทหารสองครอบครัว คือครอบครัวของพงศ์ระพี กับครอบครัวของรสิกา บิดาของทั้งสองเป็นเพื่อนเรียนหนังสือมาด้วยกันในโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นเพื่อนรักกัน กระทั่งรับราชการมาด้วยกัน ในขณะที่ลูกชายและลูกสาวของทั้งสอง ไม่เคยมีโอกาสได้พบกันเลยตั้งแต่เล็กจนโต เพราะพ่อของทั้งสองต่างก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก อยู่มาวันหนึ่ง พ่อของทั้งคู่ได้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรงถึงขั้นที่พ่อของพงศ์ระพีท้าให้เพื่อนรักยิงหัวตน ฝ่ายพ่อของรสิกาบันดาลโทสะสุด ๆ จึงลั่นไกสังหารเพื่อนรักตามคำท้า เพื่อน ๆ ของทั้งสองฝ่ายที่เข้าให้ปากคำต่างไม่ยอมปริปาก ถึงสิ่งที่ทำให้ ‘เพื่อน ฆ่า เพื่อน’ ก่อนที่พ่อของรสิกาจะถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ด้วยการยิงเป้าในเวลาต่อมา การตายของบุคคลทั้งสอง ได้กระทบถึงชีวิตของคนอีกหลายคน และเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้แค้นนับจากนั้นเป็นต้นมา

ถึงร้ายก็รัก

ศวิน เพื่อนซี้ร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกับ ลลนา และกษมา พอเรียนจบศวิน สารภาพรักกับ ลลนา ทั้งคู่คบกันอย่างมีความสุข แต่กษมาไม่พอใจ เพราะแอบชอบ ลลนาเหมือนกัน วันหนึ่ง ลลนา พาศวินไปพบจันทนี ป้าที่เลี้ยงดูเธอกับ ลลนี พี่สาวตั้งแต่พ่อกับแม่เสียชีวิต ทันทีที่ลลนี เห็นศวินก็ชอบ ทันที ถึงกับเอ่ยขอแฟนจากน้องสาว แต่ลลนาไม่กล้าปฏิเสธพี่สาว เพราะลลนีเคยช่วยชีวิตให้เธอรอดพ้นจากการถูกข่มขืนจนตัวเองถุกข่มขืนแทนจนมีอาการทางจิต

แต่ความรักห้ามกันไม่ได้ แม้ลลนาจะบอกเลิกศวิน โดยให้เหตุผลว่าฐานะไม่คู่ควร แต่ศวินก็ยังคงรักลลนาต่อไป จนมัลลิกากับศินะแม่และ พ่อของศวิน ขอให้หมั้นกับ มนทิยา ลูกสาวของกุลยาเพื่อนรัก ทำให้ศวินห่างลลนา แต่ก็ยังไม่หมดรัก ลลนาจึงแกล้งสนิทสนมกับกษมา เพราะต้องการ ให้ศวินไปดูแลมนทิยา กษมากับลลนาตกลงใจคบหากัน แต่ศวินก็ยังไม่เลิกทำตัวสนิทกับลลนา จนทำให้กษมาโกรธหาเรื่องทะเลาะกับลลนาทุกครั้ง กษมาจึงแก้แค้นด้วยการไปสนิทกับมนทิยา เป่าหูให้มนทิยาเข้าใจผิดศวินกับลลนา มนทิยาหลงกลทำตามแผนร้ายของกษมา และโดนกษมาข่มขืน ถ่ายคลิปวิดีโอไว้แบ็คเมล์ มนทิยาตรอมใจจนเข้าโรงพยาบาล และพบว่าเธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ศวินจึงต้องมาดูแลอย่างใกล้ชิด และรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับเธอ

แม้ว่าจะแต่งงานกับมนทิยาแล้ว แต่ศวินยังไม่เลิกตามลลนา กษมาจึงใช้มนทิยาเป็นเครื่องมือแก้แค้น มนทิยาจำใจต้องร่วมมือ ลลนีแอบ ได้ยินมนทิยาคุยโทรศัพท์ เธอจึงนัดศวินให้ตามมนทิยาไป ด้านลลนาเห็นพี่สาวลุกลี้ลุกลนเธอจึงติดรถไปด้วย ระหว่าทางฝนตกหนักรถของมนทิยาเสีย เธอจึงลงจากรถมาขอความช่วยเหลือ แต่รถของลลนีที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนเธออย่างจัง ลลนารีบลงไปดูอาการมนทิยา แต่ลลนีหนีไป ศวินขับ รถมาเจอจึงเข้าใจผิดคิดว่าลลนา เป็นคนขับรถชนมนทิยาเสียชีวิต ศวินให้ทนายเอาผิดลลนา แต่กษมาจ้างทนายที่เก่งที่สุดช่วย ทำให้ ศวินไม่พอใจมาก ลักพาตัวลลนาไปอยู่ที่เกาะตะวันโดยแกล้งลลนาสารพัด เพื่อแก้แค้นให้มนทิยา ศวินแกล้งทำดีจนลลนาใจอ่อนจนมีสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วย แต่หลังจากนั้นก็ฉุนเฉียวใส่เหมือนเดิม

กษมาและลลนี สงสัยที่ติดต่อลลนาไม่ได้ พอรู้ว่าศวินหายตัวไปเช่นกัน ทั้งคู่จึงออกตามหาจนเจอ พอกลับถึงกรุงเทพฯ กษมาลาออกจากบริษัทของศวินทันที และไปอยู่บริษัทของจักรี ซึ่งเป็นคู่แข่ง ส่วนลลนาได้งานใหม่ที่บริษัทของเผด็จ ซึ่งโดนเทคโอเวอร์เป็นของศวินแล้ว พอศวินเปิดเผยตัวลลนาขอลาออก แต่ศวินไม่ยอมและประกาศจะแต่งงานกับลลนี หลังจากแต่งงานกับลลนี ศวินให้ลลนาและพวกเข้ามาอยู่ที่บ้านด้วย ด้านกษมาไม่พอใจที่ลลนาไปอยู่บ้านศวิน เขาจึงรวบรัดขอหมั้นลลนา ความรักของกษมาและลลนากำลังเริ่มต้นแต่ต้องจบลงเมื่อลลนีขอร้องให้ลลนา บอกศวิน จดทะเบียนกับเธอ โดยศวินมีเงื่อนไขให้ถอนหมั้นกับกษมา แล้วทำตามขอเสนอ ลลนาถอนหมั้นทันที แต่ศวินก็ยังไม่จดทะเบียน เป็นจังหวะที่ป้าจันทนีเสียชีวิต

ลลนีอาศัยเวลาที่ศวินพาไปเที่ยวทะเล ร่วมมือกับกษมาให้รวบหัวรวบหางลลนา แต่ศวินรู้แผนก่อนจึงไปช่วยได้ทัน ลลนีมีปากเสียงกับกษมา กษมาโกรธจึงข่มขืนและถ่ายคลิปไว้แบ็คเมล์แก้แค้น ลลนีเครียดจนเข้าโรงพยาบาล ส่วนลลนารู้ตัวว่าท้อง จึงหลบหน้าผู้คนจนลลนีสงสัยว่าน้องสาวท้องกับกษมา แต่กษมายืนยันว่าไม่เคยมีสัมพันธ์กับลลนา ทำให้ลลนีแน่ใจว่าศวินเป็นพ่อของลูกลลนา ลลนีจึงทำทุกทางให้ลลนาแท้งแต่ไม่สำเร็จ ลลนาหนีออกจากบ้านเมื่อศวินทราบเรื่องจึงออกตามหาเพื่อแสดงความรับผิดชอบแต่ ไม่พบลลนาหนีไปเช่าห้องอยู่กับกษมาอย่างเพื่อนโดยที่ไม่รู้ว่ากษมาแอบขายยา เสพติดอยู่ด้วย และพยายามหาทางทำให้ลลนาแท้งลูก เพราะเกลียดเด็กในท้อง

ด้านลลนีก็รู้ว่าตัวเองท้อง เธอมั่นใจว่าเป็นลูกของกษมา ลลนีจึงไปบอกกษมาแต่กษมาไม่ยอมรับและเกือบทำให้ไปลลนีแท้ง ดีที่ศวินเห็น และพาส่งโรงพยาบาลทัน ด้านลลนาไปพบกับคลิปวีดีโอแอบถ่ายเข้าเธอโกรธกษมามากจึงเอาคลิปฉาวไปให้ลลนี ที่โรงพยาบาลและหนีไปอยู่ที่ เชียงใหม่ ศวินรู้เรื่องทั้งหมดรวมทั้งต้นเหตุการตายของ มนทิยา เขาสำนึกผิดที่เข้าใจลลนาผิดมาตลอด บทสรุปของเขาและลลนาจะเป็นอย่างไร ติดตามชม “ถึงร้ายก็รัก”

แต่ปางก่อน

หม่อมเจ้ารังสิธร หรือคุณใหญ่ บุตรชายคนเดียวของ เสด็จในกรมฯ ในรัชสมัย ร.6 ได้พบรักกับ เจ้านางม่านแก้ว ที่ได้เข้ามาฝากเนื้อฝากตัวที่วังของเสด็จฯ เพื่อศึกษาเล่าเรียน หม่อมพเยีย มารดาของคุณใหญ่คัดค้านเต็มที่ เนื่องด้วยริษยาที่ม่านแก้วเป็นคนโปรดของเสด็จฯ และมีความสามารถทางภาษาหลายด้าน และที่สำคัญได้หมายมาดให้คุณใหญ่ได้สมรสกับ ท่านหญิงวิไลเรขา ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้อง แต่คุณใหญ่ก็ยังยืนยันที่จะแต่งงานกับม่านแก้ว

ในคืนวันส่งตัวเข้า หอ ม่านแก้วถูกลอบวางยาพิษอย่างโหดเหี้ยมจนเสียชีวิต สร้างความเสียใจให้แก่คุณใหญ่เป็นอย่างยิ่ง และด้วยความรักที่มีต่อเธอ คุณใหญ่ไม่ยอมที่จะมีรักกับใครอีกแม้กระทั่งท่านหญิงวิไลก็ตาม กาลเวลาผ่านไปเจ้านางม่านแก้วได้ไปเกิดใหม่ และได้กลับมาที่วังแห่งนี้อีกครั้งซึ่งในปัจจุบันเป็นโรงเรียนสตรีชื่อว่า โรงเรียนกุลนารีวิทยา และได้กลายเป็นสมบัติของ คุณชายจิรายุส หลานชายคนเดียวของท่านหญิงวิไลซึ่งมีสิทธิในสมบัติทั้งหมดหลังจากที่คุณใหญ่ สิ้น

ใน ชาติภพใหม่นี้เธอชื่อ ราชาวดี เธอได้เข้าทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษา ราชาวดีรู้สึกผูกพันกับสถานที่นี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรือนฝรั่งด้านหลังและเพลง ลาวม่านแก้ว ที่เป็นเพลงต้องห้ามของที่นี่เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นเพลงที่คุณใหญ่นั้น ได้แต่งขึ้นเพื่อมอบให้แก่ม่านแก้วหญิงเดียวที่เขารัก ณ ที่แห่งนี้เธอได้พบกับคุณใหญ่ที่คอยวนเวียนรอคอยเธออยู่ตลอดเวลา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าราชาวดีนั้นลืมเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนหมด สิ้น

ราชาวดีสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างมากและหาโอกาสมา ฟังคุณใหญ่เล่าเรื่องราวให้ฟังอยู่เสมอ โดยที่เธอไม่ได้เกรงกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย จนวันหนึ่งเธอได้พบรูปของเจ้านางม่านแก้วซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายเธอ ประหนึ่งเป็นพิมพ์เดียวกัน ทำให้เธอได้ทราบว่า เจ้านางม่านแก้วกับเธอจะต้องมีความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน และเธอเองก็รู้สึกผูกพันกับคุณใหญ่โดยไม่รู้ตัว คุณชายจิรายุสหลงรักราชาวดี ถึงแม้ว่าเขาจะมี คุณหญิงสวรรยา เป็นคู่หมั้นอยู่แล้ว

จนเขาตัดสิน ใจที่จะถอนหมั้นกับสวรรยา ซึ่งทำให้ท่านหญิงวิไลเรขา ซึ่งมีศักดิ์เป็นย่าและมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายอยู่ที่วังสาทรหลังจากเกิด เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ท่านหญิงวิไลได้พบราชาวดี ซึ่งทันทีที่ได้เห็นเธอก็ปักใจทันทีว่านี่คือ เจ้านางม่านแก้วที่กลับชาติมาเกิดเพื่อทำลายเธอ และเธอเองก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ท่านหญิงจึงวางแผนให้อาจารย์ใหญ่พาราชาวดีมาถวายการรับใช้ ซึ่งการที่ราชาวดีมาอยู่ที่นี่เธอได้พบว่าท่านหญิงวิไลนั้นเป็นผู้ที่เชี่ยว ชาญเรื่องพิษ

วัน หนึ่งเธอได้พบว่าคุณใหญ่มาหาเธอที่วังของท่านหญิงวิไล เธอจึงสอบถามและได้ทราบว่าคนที่วางยาพิษม่านแก้วก็คือท่านหญิงวิไลนั่นเอง โดยร่วมมือกับหม่อมพเยียมารดาของคุณใหญ่ในการลงมือ และความพยาบาทจากครั้งนั้นก็ยังไม่สิ้นสุด เมื่อท่านหญิงวิไลพยายามที่จะวางยาราชาวดีอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้คุณชายจิรายุสมาช่วยเหลือได้ทัน หลังจากที่ท่านหญิงวิไลสิ้นใจไปพร้อมกับความพยาบาท คุณชายจิรายุสก็ได้ขอราชาวดีแต่งงานอีกครั้ง แต่เป็นเพราะความรัก ความจริงใจและความผูกพันของคุณใหญ่ที่มีต่อเธอ

เธอจึงปฏิเสธและ ตัดสินใจละทางโลกไปปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับคุณใหญ่ สร้างความผิดหวังให้กับคุณชายจิรายุสเป็นอย่างยิ่ง จนเวลาผ่านไปอีกไม่นานเธอก็เสียชีวิต ในที่สุดดวงชะตาของคนสองคนที่ได้พลัดพรากจากกันมานานแสนนานก็ได้กลับมาพบกัน คุณใหญ่ได้กลับมาเกิดเป็นลูกชายคนเดียวของคุณชายจิรายุสกับคุณหญิงสวรรยา ชื่อว่า หม่อมหลวงจิราคม ส่วนราชาวดีได้กลับมาเกิดเป็นลูกสาวของคุณถวิลเพื่อนรักของราชาวดีชื่อว่า อันตรา และมีใบหน้าละม้ายกับราชาวดีเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งสองสนิทสนม กันอย่างรวดเร็วจนคุณชายจิรายุสแปลกใจ แต่เมื่อคุณถวิลได้นำจดหมายของราชาวดีที่เขียนถึงเธอก่อนตาย และได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดของเธอ ทำให้คุณชายจิรายุสเข้าใจและรู้ว่าที่ราชาวดีไม่รับรักเขาเป็นเพราะอะไร ทั้งจิราคม และอันตราผูกพันกันอย่างรวดเร็วเนื่องด้วยเพลงลาวม่านแก้วที่ทั้งคู่ชื่นชอบ เป็นพิเศษจนทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาอย่างรวดเร็ว และในที่สุด การรอคอยและความรักของคนทั้งคู่ที่รอคอยการพบกันมานานแสนนานก็ได้กลับมาพบ กันและสุขสมหวังอีกครั้ง

รายชื่อนักแสดงละคร แต่ปางก่อน

ศรราม เทพพิทักษ์ แสดงเป็น หม่อมเจ้ารังสิธร / จิราคม
แอน ทองประสม แสดงเป็น เจ้านางน้อย / ราชาวดี / อันตรา
ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ แสดงเป็น ม.ร.ว.จิรายุส
สกาวใจ พูลสวัสดิ์ แสดงเป็น หม่อมเจ้าหญิงวิไลเรขา
เมย์ เฟื่องอารมย์ แสดงเป็น ม.ร.ว.สวรรยา
นัฏฐา ลอยด์ แสดงเป็น กาบทอง
รัชนก แสงชูโต แสดงเป็น ถวิล

แต่ปางก่อน 2530

พ.ศ. 2490 “ราชาวดี” สาวน้อยวัย 17 ปี เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้เดินทางมาที่โรงเรียนกุลนารี เพื่อสมัครเป็นครูตามความประสงค์ของมารดาที่ล่วงลับ ไปแล้ว “กาบทอง” อาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนรับราชาวดีเข้าเป็นครูด้วยความเต็มใจ เพราะเธอกับแม่ของราชาวดีเคยรู้จักกันมาก่อน

นับแต่ก้าวแรกที่ ราชาวดีเหยียบย่างเข้ามาในเขตโรงเรียนซึ่งเป็นวังเก่าก็รู้สึกแปลก ๆ เพราะเหมือนมีใครตามเธออยู่ห่าง ๆ และยิ่ง “ถวิล” เพื่อนสนิทของเธอเล่าถึงความน่ากลัว ของเสด็จในกรมฯ และท่านชายรังสิธรผู้เป็นโอรสและเจ้าของวัง ซึ่งล่วงลับไปแล้ว ยิ่งทำให้ราชาวดีสนใจวังนี้มากขึ้นไปอีก คืนแรกที่ราชาวดีเข้าพัก เธอก็ได้ฝัน ถึงวังอันรโหฐาน และเพลงไทยเดิมที่ชื่อ “ลาวม่านแก้ว” อันแสนไพเราะ และชายหนุ่มที่เรียกเธอว่า “เจ้านางน้อย” แต่ไม่ทันได้เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นราชาวดี ก็สะดุ้งตื่นเสียก่อน

ราชาวดี ต้องการหาคำตอบว่าสิ่งที่เธอฝันนั้นคืออะไร จึงแอบเข้าไปในวังซึ่งถูกทิ้งร้างมานานจนทรุดโทรม ที่นั่นราชาวดีได้พบกับ “จางวางจัน” ข้ารับใช้ ้เก่าแก่ของเสด็จในกรมฯ ราชาวดียิ่งแปลกใจมากขึ้น เมื่อจางวางจันเรียกเธอว่า “เจ้านางน้อย” เหมือนผู้ชายคนนั้นในฝันของเธอ

จางวาง จันชวน ราชาวดี ไปที่ ตำหนักริมน้ำแต่เธอปฏิเสธ ระหว่างเดินทางกลับราชาวดีรู้สึกเหมือนมีใครบางคนดึงดูดเธอให้ตามเขาไปโดย ไม่รู้ตัว ราชาวดีรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ายืนอยู่หน้าบ้าน สีขาว ราวบ้านในเทพนิยาย เธอรู้ทันทีว่านี่คือตำหนักริมน้ำที่จางวางจันชวนเธอมา กาบทองพาราชาวดีไป กราบหม่อม “พรรณราย” เจ้าของโรงเรียน ทำให้ได้ พบกับ “ม.ร.ว. จิรายุส” ลูกชายของหม่อมและ “สวรรยา” คู่หมั้น หม่อมพรรณรายประหลาดใจ ที่ราชาวดีหน้าตาเหมือนเจ้านางน้อยไม่มีผิดเพี้ยน เพราะตอนเด็กๆหม่อมเคยพบกับเจ้านางน้อย แต่ท่านก็ไม่ทราบรายละเอียดความเป็นมาของเจ้านางจากลาวผู้นี้มากนัก และดูเหมือนท่านจะไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีตนี้ด้วย

ราชาวดีหาโอกาส ปลีกตัว ไปที่ตำหนักริมน้ำบ่อยครั้ง จนได้พบกับผู้ชายผู้เป็นเจ้าของตำหนัก เธอรู้สึกสนิทคุ้นเคยเหมือนรู้จักกันมานาน ชายคนนั้นให้ราชาวดี ดูรูปเจ้านางน้อยที่อยู่ใน ตำหนัก ทำให้ราชาวดีถึงกับหมดสติไป เพราะภาพที่เห็นช่างเหมือนตัวเธอราวคน ๆ เดียวกัน

เมื่อฟื้นจากสลบ ก็พบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ปี พ.ศ.2453 ในสภาพเจ้านางน้อย ราชาวดีได้พบกับท่านชายใหญ่หรือ “ท่านชายรังสิธร” ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอ หมดสติไปอีกครั้ง เมื่อได้สติขึ้นมา คราวนี้ราชาวดีพบว่าตัวเองนอนสลบอยู่บนเตียง โดยมีบรรดาครูรุมล้อมด้วยความห่วงใย

ถวิลเล่าให้ราชาวดีฟังว่า จางวางจัน พบเธอนอนสลบอยู่ในสวนหน้าวัง ราชาวดีสารภาพว่าเธอแอบเข้าไปที่ตำหนักริมน้ำ ราชาวดีได้พบวิญญาณท่านชายใหญ่อีกครั้งในงานประจำปีของโรงเรียน โดยเธอได้บรรเลงไวโอลินเพลง “ลาวม่านแก้ว” ทำให้ท่านหญิงวิไลเรขา ป้าแท้ๆ ของจิรายุส ขวัญผวา เพราะก่อนหน้านั้นวิไลเรขาเคยเป็นคู่หมั้นของท่านชาย ใหญ่ตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่

แต่ท้ายที่สุดท่านชายใหญ่ก็ขอถอน หมั้นกับเธอ แล้วไปแต่งงานกับเจ้านางน้อย ส่วนเพลง “ลาวม่านแก้ว” เป็นเพลงที่ท่าน ชายใหญ่แต่งให้เจ้านางน้อย และถูกนำมาบรรเลงในวันแต่งงาน

วิไลเรขาเกลียดราชาวดีเพราะคิดว่าเป็นเจ้านางน้อยกลับชาติมาเกิดเพื่อจองเวรกับเธอ
ดัง นั้นวิไลเรขาจึงแกล้งให้ราชาวดีมาอยู่รับใช้ช่วงปิดเทอม ราชาวดีถูกวางยาให้ป่วยทีละน้อย เหมือนที่วิไลเรขาเคยทำกับเจ้านางน้อยในอดีต

จิรายุสนำตัวราชาวดี ส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งก็ทำให้วิไลเรขาโกรธมากจนป่วยหนัก ก่อนที่วิไลเรขาจะสิ้นลมเธอได้บังคับให้จิรายุสเต่งงานกับสวรรยา และหลังการแต่งงาน ทั้งคู่เกิดการทะเลาะกันใหญ่โตสวรรยา ทวงทุกสิ่งทุกอย่างจากชายหนุ่ม

หม่อมพรรณรายได้ยินทุกอย่างทำใจรับ ไม่ได้ท่านหัวใจวายทันที่แต่ก็ยังทันเห็นหน้าหลานชายคนเดียวก่อนเสีย จิรายุสเสียใจมากเพราะทั้งชีวิตเขาเหลือเพียงแม่คนเดียว เขาหย่าขาดจากสรรยาโดยเลี้ยงลูกชายเพียงคนเดียว คือ “จิราคม” ราชาวดีตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูแล้วกลับมาที่อุดรฯ โดยมี วิญญาณ ของท่านชายใหญ่ติดตามมาเป็นกำลังใจ กระทั่งคืนหนึ่งท่านชายได้มาบอกลาเธอ ราชาวดีเสียใจที่จะไม่ได้พบท่านชายแล้ว แต่ถ้าเป็นการ จากลาเพื่อ ได้พบกันใหม่ราชาวดีก็ยินดี จากนั้นเธอก็ตัดกิเลสทางโลกเข้าวัดบำเพ็ญกุศล ราชาวดีป่วยหนัก เมื่อถวิลไปเยี่ยมก็พบเพียงกาบทองมาเยี่ยมถวิลที่บ้านและได้พบกับอันตราก็ ถึงกับอึ้งไป เพราะอันตรามีหน้าตาเหมือนราชาวดีเหลือเกิน

อันตรา อาสามาส่งกาบทองที่บ้าน ทำให้เธอได้พบกับจิรายุส เมื่อจิรายุสได้พบอันตราก็รู้สึกเอ็นดู อันตราชอบตำหนักริมน้ำของจิรายุสมาก เธอพยายามขอ ซื้อแต่ ไม่สำเร็จ เพราะจิรายุสตั้งใจเก็บไว้มอบให้จิราคมในวันแต่งงาน อันตรามักจะไปที่ตำหนักริมน้ำบ่อย ๆ จนได้เจอจิราคม ทั้งคู่รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อน ๆ แล่นพล่านไปทั้งตัว อันตราตกใจรีบหนีออกมา แต่ทั้งคู่ก็ต้องมาพบกันอีกครั้งในงานราตรี จิราคมเดี่ยวเปียโนเพลง “ลาวม่านแก้ว” ซึ่งอันตราโปรดปรานมาก เพราะแม่ของเธอเคยร้องให้ฟังตอนเธอเด็ก ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จิรายุสไปทาบทามอันตรามาเป็นสะใภ้ พร้อมกับเปรยว่า การรอคอยของท่านชายใหญ่ และเจ้านางน้อยสมควรจะจบสิ้นลงได้แล้ว อุปสรรคต่าง ๆ ได้ผ่านพ้นไป ทั้งคู่เข้าสู่พิธีวิวาห์ และสัญญาต่อกันว่าจะดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ท่ามกลางบรรยากาศหวานละมุนของเสียงเปียโน เพลง “ลาวม่านแก้ว” ที่จิราคมเซอร์ไพรส์เจ้าสาวในวันแต่งงาน

ออกอากาศทางช่อง 3 ระหว่าง เดือนมกราคม ถึง วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2530

แต่ปางก่อน พ.ศ. 2530 นำแสดงโดย

ฉัตรชัย เปล่งพานิช  (รังสิธร, จิราคม)
จริยา สรณะคม (ม่านแก้ว, ราชาวดี, อันตรา)
นพพล โกมารชุน (จิรายุส)
ดวงตา ตุงคะมณี (วิไลเลขา)
อุทุมพร ศิลาพันธ์ (สวรรยา)