Tag Archives: ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง

อเวจีสีชมพู

อเวจีสีชมพู เป็นเรื่องราวความรักต่างวัยของ ปะวะหล่ำ สายน้อยวัย 17 กับ โปดก น้าชายหนุ่มต่างสายเลือดที่ต้องมาแต่งงานกันตามคำขอร้องก่อนตายของแม่ของปะวะหล่ำ

แม่ของปะวะหล่ำถูกลอบยิงเสียชีวิตตั้งแต่ปะวะหล่ำยังเด็ก โดยฝากฝังให้โปดก ช่วยดูแลและแต่งงานกับปะวะหล่ำเพื่อให้เธอรอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา โดยเฉพาะศพลพ่อแท้ ๆ ของเธอ ศพลต้องการฮุบที่ดินสวนส้มโดยอาศัยความเป็นพ่อ เบื้องหลังความตายของถมปัดคือศพล ถาปนาตาของปะวะหล่ำชังศพล แต่ก็ขัดขวางการแต่งงานของโปดกกับปะวะหล่ำ เพราะคิดว่าโปดกต้องการสมบัติเหมือนกัน

ปะวะหล่ำเพิ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายปีที่ 5 เท่านั้น ทำให้เรื่องแต่งงานจึงต้องปิดเป็นความลับ โปดกสัญญาว่าจะไม่ล่วงเกินปะวะหล่ำ และจะดูแลปะวะหล่ำอย่างดีจนกว่าปะวะหล่ำจะอายุครบ 20 ปี โดยจะเป็นผู้ปกครองปะวะหล่ำ แต่หากพบปะวะหล่ำพบคนที่รัก ในตอนที่ปะวะหล่ำมีอายุครบ 20 ปี  โปดกจะคืนอิสรภาพให้ ปะวะหล่ำเคารพโปดกอยู่แล้ว เพราะโปดกเลี้ยงและปกครองมาตั้งแต่เกิด จึงไม่ลำบากใจและยอมรับในทุกคำพูดของโปดก ศพลรวมหัวกับศก ผู้เป็นพ่อสร้างความสนิทสนมกับปะวะหล่ำ หวังให้ปะวะหล่ำตายใจและคืนสิทธิ์การเป็นผู้ปกครองให้โดยศพลและศกไม่รู้เลยว่าปะวะหล่ำแต่งงานกับโปดกแล้ว

ปะวะหล่ำดูแก่นแก้ว สู้คน แต่จริง ๆ แล้วอ่อนไหว พอศพลมาทำดีด้วยเธอจึงคิดจะแบ่งสวนส้มให้ แต่เรื่องกลับแตกว่าโปดกกับปะวะหล่ำเป็นสามีภรรยากันแล้ว ศพลจึงหมดหวังและโกรธถมปัด จินตนาเมียถมทอง น้องสาวของถมปัด มาที่สวนส้มเพื่อเอาสมปัดของถมปัด ปะวะหล่ำจึงให้ไปบ้าง แต่ถมทองก็ยังคงคอยมาสร้างความรำคาญใจให้กับโปดกและปะวะหล่ำเสมอ ๆ ศพลแค้นทั้งถมปัดและปะวะหล่ำ จึงไปเปิดเผยเรื่องการแต่งงานของปะวะหล่ำกับโปดกให้ทางโรงเรียนของปะวะหล่ำทราบ ปะวะหล่ำจึงถูกไล่ออกจากโรงเรียน

โปดกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ปะวะหล่ำจึงเรียนระบบการศึกษานอกโรงเรียนอยู่กับบ้าน ปะวะหล่ำและโปดกจึงมีเวลาใกล้ชิดกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้น โปดกพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองไว้ ทำให้ปะวะหล่ำน้อยใจเพราะคิดว่าโปดก ไม่รักตนแล้ว

ศกและศพลใช้แผนชั่วในโกงที่ดินปะวะหล่ำ และพยายามซื้อตัวทัน คนงานเก่าแก่ แต่ไม่สำเร็จ โปดกเกรงว่าปะวะหล่ำอาจจะได้รับอันตราย จึงย้ายมาทำงานที่สวนเพื่อจะได้ดูแลปะวะหล่ำ ทำให้ความสัมพันธ์ทางใจของทั้งคู่ยิ่งผูกพันกันเพิ่มมากขึ้น ปะวะหล่ำเรียนการศึกษานอกโรงเรียนและสอบเทียบจนจบชั้นมัธยมปลาย โปดกโน้มน้าวให้ปะวะหล่ำเรียนวิชาที่จะนำความรู้มาพัฒนาสวนส้มได้ แต่ปะวะหล่ำไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายปะวะหล่ำก็เปลี่ยนใจเพราะตระหนักว่าจะต้องรักษาผืนแผ่นดินที่แม่ของเธอสร้างขึ้นมาไว้เป็นอนุสรณ์  ปะวะหล่ำโดยเธอสอบติดที่มัธยมเชียงใหม่ ภาควิชาอุตสาหกรรมอาหาร โปดกภูมิใจที่ปะวะหล่ำเข้าใจความหวังดีของเขา

ปะวะหล่ำโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่เรื่องของความรักของปะวะหล่ำยังเด็กเสมอในสายตาโปดก ศพลยังไม่เลิกราความต้องการจะครอบครองสวนส้ม เขายุคนงานในสวน จนคนงานลาออกเกือบหมด แต่โปดกและทันร่วมแรงร่วมใจจนชนะใจคนงานทั้งหมด

ที่มหาวิทยาลัยปะวะหล่ำได้เพื่อนสนิทรู้ใจคือ วิภาวรรณ และได้รู้จักกับวิภาค พี่ชายของวิภาวรรณ รุ่นพี่ร่วมชมรมเดียวกัน วิภาคหลงรักปะวะหล่ำ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มงอกงาม  ความรักเติบโตไปในทางที่ถูกที่ควร วิภาคพาปะวะหล่ำไปรู้จักกับพ่อแม่ ปะวะหล่ำเข้ากับพ่อแม่วิภาคได้ดี ส่วนโปดกก็เริ่มรู้ว่าปะวะหล่ำเกิดความรักกับคนวัยเดียวกัน โปดกเข้มงวดกับปะวะหล่ำมากขึ้นจนมีปากเสียงกันหลายครั้งเพราะหึงหวงในตัวปะวะหล่ำโดยไม่รู้ตัว แต่โปดกก็พยายามเตือนสติตัวเองและถอยออกมา

ศพลลงทุนทำสถานที่เที่ยวกลางคืน โดยได้นายทุนอย่างตติยะร่วมหุ้นด้วย ศกจะลงเล่นการเมืองต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงขายที่ดินสวนส้ม โปดกจึงแอบส่งคนไปซื้อไว้ ศพลเป็นหนี้ตติยะ เขาเห็นว่าตติยะถูกใจปะวะหล่ำ จึงคิดล้างหนี้ด้วยการขายลูกสาวกิน แต่โปดกมาช่วยได้ทัน ปะวะหล่ำมีวิภาคเยียวยา ส่วนโปดกก็ได้ศศิลดาที่ทำธุรกิจทางเหนือช่วยรักษาแผลใจ ศพลแค้นโปดกที่ขัดขวางทุกสิ่งที่เขาทำ จึงส่งมือปืนมาเก็บโปดก แต่ทันรับเคราะห์แทน ปะวะหล่ำรู้ความจริงว่าศพลคือคนบงการฆ่าแม่ของเธอ เธอเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าพ่อแท้ ๆ ของตนเป็นผู้ทำลายชีวิตเธอ

โปดกจ้างสถาปนิกออกแบบรีสอร์ทในสวนส้มและบ้านหลังใหญ่ เพื่อเป็นเรือนหอให้ปะวะหล่ำและวิภาค วันที่ปะวะหล่ำจบการศึกษาวิภาคขอเธอแต่งงาน ทั้งโปดกและปะวะหล่ำน่าจะมีความสุข แต่ทั้งคู่กลับหม่นหมองเหมือนมีบางสิ่งที่อยู่ในใจยังไม่ถูกปลดปล่อยออกมา วันที่ปะวะหล่ำอายุครบ 20 ปี วิภาคหมั้นปะวะหล่ำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปะวะหล่ำเลือกแหวนเพชรให้โปดกหมั้นศศิลดา โปดกบอกความจริงกับวิภาคเรื่องสถานภาพของเขากับปะวะหล่ำ เพื่อแสดงความจริงใจให้วิภาครับทราบและเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้วิภาคฟัง แต่วิภาคกลับรับความจริงนี้ไม่ได้รวมถึงพ่อแม่ของวิภาคก็เช่นกัน ปะวะหล่ำเสียใจ เธอไล่โปดกไปจากชีวิตเธอ ทั้งคู่ตัดสินใจหย่าขาดจากกัน แม้จะเศร้าแต่โปดกก็ยกทุกอย่างให้ปะวะหล่ำ รวมทั้งเรือนหอซึ่งโปดกตั้งใจสร้างให้ปะวะหล่ำและวิภาคด้วย

ปะวะหล่ำไม่รู้ว่าศศิลดากับโปดกไม่ได้หมั้นกัน โปดกสารภาพว่าเขารักปะวะหล่ำคนเดียว ปะวะหล่ำดูแลรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดตัว ทันมาบอกว่ามีลูกค้ามาเช่าเรือนหอ ปะวะหล่ำไปขอเรือนหลังนั้นคืนเพราะเธอไม่ต้องการให้ใครเช่า แต่ลูกค้าคนนั้นกลับเป็นโปดก โปดกสารภาพกับปะวะหล่ำว่าตลอดเวลา 4 ปี ที่ต้องแบบรับภาระปะวะหล่ำนั้น ในตอนแรกเขายอมรับว่าเขารู้สึกเหมือนเขาตกอยู่ในอเวจี แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยินดีเพราะสิ่งเหล่านี้มันกลายเป็นอเวจีสีชมพูสำหรับเขา

ปะวะหล่ำจะตัดสินใจอย่างไรกับคำสารภาพรักของโปดก วิภาคจะเปลี่ยนใจกลับมารักปะวะหล่ำหรือไม่ ศพลจะได้รับผลกรรมที่ก่อกับชีวิตของถมปัดและปะวะหล่ำอย่างไร ติดตามหาคำตอบ ได้ใน “อเวจีสีชมพู

หอ หึ หึ

หอ…หึ หึ เป็นเรื่องราวชีวิตวุ่น ๆ ของนายน้ำมนต์ (ณัฐรัฐ) เด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ชอบเรื่องผี ๆ แต่กลัวผีจนขี้ขึ้นสมอง และสนใจทางไสยศาสตร์ เขาสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดจึงเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนในต่างจังหวัด พร้อมกับกลุ่มเพื่อนใหม่ ชีวิตของทุกคนได้เริ่มต้นผูกพันกันมากขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นน้องใหม่ ของรั้วมหาวิทยาลัย และต้องใช้ชีวิตเป็นเด็กหอ โดยไม่รู้ว่าเรื่องราวชวนสยองขวัญจนขนหัวลุกกำลังจะเกิดขึ้นใน หอ หึหึ

วันแรกของการเริ่มต้นชีวิตในมหาลัยฯ น้ำมนต์ ได้เจอกับ สาวิตรี (จอมขวัญ) เด็กสาวหน้าตาน่ารัก และจิตใจดีที่กลายมาเป็นคู่กัดกันตั้งแต่งานต้อนรับน้องใหม่ ที่ต่างคนก็ไม่ยอมลงให้กัน แต่ใจจริงแล้วน้ำมนต์แอบชอบสาวิตรีตั้งแต่แวบแรกที่ได้เห็น จึงแสดงออกตรงกันข้าม ด้วยการพูดจาเหน็บแนมเป็นคู่กัดกันตลอด ทุกคนได้มาอยู่หอพักเดียวกันในมหาลัยฯ และได้มาเจอกับ ชายธง (วรฤทธิ์) รุ่นพี่ปี 7 ที่เรียนไม่จบเสียทีจนเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่าง ลัดดา (อิศริยา) (หญิงสาวที่ชอบใส่แว่นกรอบหนา แต่งตัวเชยเฉิ่ม ที่สำคัญเป็นคนซุ่มซ่ามไร้ที่ติ) ที่หลงรักชายธงมาตั้งแต่ปี 1 และกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย เพื่อได้มาใกล้ชิดกับชายธง

น้ำมนต์ต้องพักอยู่ห้องเดียวกับ คำพูน (สุรินทร) เด็กบ้านนอกยากจน ซึ่งกลัวผีเป็นชีวิตจิตใจแต่มีญาณพิเศษสัมผัสที่หกมองเห็นผีได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน ส่วนสาวิตรีก็มีเพื่อนคู่หูอีกสองคนคือ แอนกับจอย ที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกัน ส่วน บริบูรณ์ (เฉลิมพล) ลูกคนรวยเอาแต่ใจชอบดูถูก และรังแกคนอื่นเสมอต้องอยู่ห้องเดียวกับ ยินดี (จักรพันธ์) ที่จะคอยดูแลบริบูรณ์ทุกอย่าง เนื่องจากพ่อของบริบูรณ์เป็นคนออกค่าเล่าเรียนพร้อมค่าจ้างให้มา ดูแลบริบูรณ์ ยินดีจึงจำเป็นต้องเป็นลูกไล่ให้บริบูรณ์เสมอ

เรื่องราวกุ๊กกิ๊กน่ารักกำลังจะไปด้วยดี ถ้าไม่มี นายประสม (สมชาย) ชายวัยกลางคนที่มารับหน้าที่เป็นภารโรงประจำมหาลัยฯ ดูภายนอกแล้วนายประสมเป็นคนมีบุคลิกดี  สุภาพ ขยันขันแข็งน่าไว้วางใจ แต่พิลึกที่ชอบแอบกินหมากจนปากแดง ครั้นพอตกดึกกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน แอบปิดห้องทำพิธีเรียกผีออกมาและมีคาถาอาคมบังคับเหล่าผีร้าย เพื่อให้ยอมรับใช้ตามคำสั่ง จำนวนผีที่ออกมามากมายหลายสิบตน มีทั้ง ผีนางรำ ผีพยาบาล ผีทหาร ผีป๋องซ่าส์ ผีแม่ม่าย ผีปอบ ผีพรายน้ำ ผีเกย์ ผีประเภทสอง ผีเจ้าคุณปู่ ผีเด็ก ผีรุ่นพี่ ผีนางไม้ ผีขนุน ผีน่ารัก ผีดูดเลือด ผีกระสือ ผีกระหัง ผีหัวขาด ผีตายโหง ผีตาโบ๋ ผีทะเล ผีคุณหมอ ผีผู้ป่วย ซึ่งมีมากที่สุด ฯลฯ สร้างความพอใจให้กับประสมอย่างมากเพราะความหลากหลายของผีคงทำให้งานสำเร็จ ด้วยดี เพราะมันมีจุดประสงค์ที่ต้องการให้เหล่าผีนี้ป่วนนักศึกษาและอาจารย์ให้ทุก คนอยู่ไม่ได้ และต้องออกจากมหาวิทยาลัยกันไปในที่สุด ภารกิจนี้นายประสมได้รับว่าจ้างจากนายทุนคนหนึ่งที่ต้องการให้มหา วิทยาลัยขายที่เพื่อมาทำศูนย์การค้า

ตั้งแต่ นั้นเหล่าผีก็ออกทำงาน อาละวาดตามคำสั่งของประสม โดยมีผีโหงพรายที่ประสมเสกขึ้นเพื่อคอยควบคุมผีทุกตัวให้ทำไม่ดี และถ้าผีตนไหนไม่ทำตามคำสั่งของมัน มันจะสะกดวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิด แต่ถ้างานสำเร็จแล้วจะทำพิธีส่งไปเกิดเป็นรางวัล ซึ่งก็มีผีที่รู้ดีรู้ชั่วอยู่สี่ตน คือ ผีนางรำ ผีพยาบาล ผีทหารอากาศขาดรัก และผีป๋องซ่าส์ ที่ไม่อยากทำตามคำสั่งของนายประสมเพราะมันเป็นเรื่องที่ผิด และจะเป็นกรรมให้ผุดเกิดในภพที่ไม่ดี แต่ก็ขัดขืนไม่ได้เพราะด้วยอำนาจมหามนต์ที่เหนือกว่าสะกดจนอยู่หมัด

เมื่อเรื่องราวไปถึงท่านอธิการบดีกับ อาจารย์ถมยา (ซึ่งเป็นอาจารย์หญิงวัยใกล้เกษียณเป็นคนที่มีศีลธรรมแต่ ขี้บ่น รักษาแบบแผนแนวปฏิบัติ เวลาเจอผีก็มักจะต้องสั่งสอนผีกันก่อน ทำให้ลูกศิษย์เป็นห่วงว่าผีจะหักคอเสียก่อนจึงต้องเตือนสติพาหนีประจำ) รวมทั้งอาจารย์โซฟี อาจารย์สอนภาษาไทยที่พูดไทยไม่ชัดเอาซะเลย ต่างก็พากันให้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ จนกระทั่งอาจารย์ลัดดาที่เกิดจำขึ้นมาได้ว่าเคยเห็นประสมปีนขึ้นไปเหมือนจะ เอาผ้ายันต์สะกดวิญญาณออกจากบานประตู แต่คำพูนบอกว่าเป็นของปลอมเพราะคำพูนมีสัมผัสที่หกเห็นผีเดินผ่านเข้า ผ่านออกสบายใจ อธิการบดีจึงเรียกให้ประสมเข้าพบที่ห้องเพื่อต่อว่าทำไมต้องเอาผ้ายันต์ออก ไป ประสมไม่ตอบแต่กลับพ่นน้ำหมากเข้าใส่หน้าอธิการเพื่อสะกดให้อยู่ใต้อำนาจ  ตั้งแต่นาทีนั้นอธิการก็กลายเป็นสมุนของประสมทันที

น้ำมนต์เริ่มสงสัยประสมและคอยแอบดูพฤติกรรม จนกระทั่งวันหยุดทุกคนกลับบ้านแต่น้ำมนต์กับเพื่อนย้อนกลับมาแอบดูประสม และเป็นจริงอย่างที่น้ำมนต์คิดคือประสมกำลังสะกดคำสั่งให้อธิการไล่นักศึกษา ออกให้หมด แต่อธิการไม่ยอม ประสมจึงเรียกผีทหารให้มาหลอกเพราะอธิการจะกลัวผีในเครื่องแบบมาก อาจารย์และนักศึกษาที่ทนความกลัวไม่ไหวต่างขอลาพักชั่วคราว ต่างเก็บข้าวของหิ้วกระเป๋าจากไป อาจารย์หลายคนก็ถอดใจไม่อยากสอน นักศึกษาบางคนไม่อยากเรียนและลาออกจากมหาวิทยาลัย

เป็นครั้งแรกที่ทุกคนสามัคคีและพร้อมใจกันคิดหาทางออก แต่ชายธงกับลัดดากลับถูกลูกน้องของเสน่ห์จับถ่วงน้ำจนเกือบตาย แต่ในขณะเดียวกันกายทิพย์ของชายธงและลัดดาก็หลุดออกจากร่างและคิดว่าตนเอง ตายแล้วทั้งคู่ ทั้งสองระเหเร่ร่อนจนไปเจอน้ำมนต์กับกลุ่มเพื่อน ๆ ที่กำลังทำพิธีเรียก ผีนางรำ ผีพยาบาล ผีทหารอากาศ ผีรุ่นพี่ป๋องซ๋าส์ พยายามช่วยกันเพื่อให้กายทิพย์ของชายธงกับลัดดากลับเข้าร่างก่อนที่จะเอา เครื่องช่วยหายใจออกก็จะตายทันที

แต่แล้วทุกคนก็เกือบช็อคเมื่อทั้งคู่ฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์แต่ต่างก็ ตกใจเพราะคิดว่าเห็นผีวิ่งหนีกันใหญ่ จนทั้งลัดดาและชายธงพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ทุกคนจึงดีใจยกใหญ่ ประสมหลังจากถูกเปิดเผยตนเองแล้วก็หนีหลบไปอยู่ห้องลับที่เคยเป็นบังเกอร์ หลบระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการฝึกฌานและอาคมให้เก่งกล้ายิ่งขึ้น

ระหว่างนั้นน้ำมนต์ได้ไปหาสัปเหร่อคงขี้เมาที่จริง ๆ แกเป็นหมอผีมือ ฉมั่งแต่แอบซุกตัวอยู่ที่วัดมาหลายปี โดยสัปเหร่อคงแนะนำให้เอาความดีชนะความชั่ว ให้น้ำมนต์รักษาศีลแปดอย่างเคร่งครัดครบสามอาทิตย์และแผ่ส่วนกุศลให้กับ เหล่าผีทั้งหลายด้วยใจบริสุทธิ์ทุกวัน ๆ เพื่อช่วยเหลือเหล่าผีให้มีกำลังบุญต่อต้านความชั่วร้ายของประสม น้ำมนต์จึงกลับมาทำตามที่ท่านแนะนำด้วยการนุ่งขาวห่มขาวและพยายามรักษาศีล อย่างเคร่งครัด

จน กระทั่งน้ำมนต์ได้หาวิธีคลายมนต์สะกดให้ผีดิบหยุดนิ่งด้วยคาถาของพระอาจารย์ องค์เดิม และเขาก็ทำได้สำเร็จ และแล้วความสงบสุขของมหาวิทยาลัยก็กลับคืนมาอีกครั้ง นักศึกษาต่างกลับมาเรียนตามปกติ รวมทั้งน้ำมนต์กับกลุ่มเพื่อนด้วยที่กลับมารักและสามัคคีแน่นแฟ้นจนเป็น กลุ่มเพื่อนที่สนิทมากกลุ่มหนึ่ง และทำให้บริบูรณ์ยอมรับในตัวของยินดีเป็นเพื่อนเสมอกันไม่ได้ให้เป็นลูกไล่ อีก ส่วนน้ำมนต์กับสาวิตรีก็เริ่มปลูกต้นรักกันใหม่  รวมทั้งชายธงกับ ลัดดาที่ผูกพันกันมากยิ่งขึ้น

ท่านอธิการบดีได้จัดเลี้ยงใหญ่เพื่อขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันปราบผีและกำจัดคน ชั่วได้สำเร็จ ซึ่งคืนนั้นคำพูนทิ้งท้ายบอกเพื่อน ๆ ว่า เขาเห็นเพื่อนผี ๆ มาร่วมแสดงความยินดีกับทุกคนด้วยเพื่ออำลาไปผุดไปเกิดกันเสียที  แต่ทุกคนก็ขนหัวลุกฮือฮาวงแตกกันอีกครั้ง ต่างบอกว่าไปที่ชอบ ๆ เถิดไม่ต้องมาลาก็ได้จ๊ะพี่ผี …หึ… หึ ติดตามชม ละครหอหึหึ

ปราสาทมืด 2552

หม่อมเจ้าหญิง “อุมารังษี” ทะเลาะกับ “หม่อมอร” ผู้เป็นมารดา เรื่องที่หม่อมอรจะลดตัวลงไปแต่งงานกับนายเม้ง คนไทยเชื้อสายจีน เธอจึงหนีออกจากบ้าน โดยโดยสารรถไฟ ทำให้เธอได้พบกับ “ภะรต” หมอหนุ่มวัยกลางคน ที่เงียบขรึบ และทำท่าทางไม่สนใจเธอ แต่กลับชวนเธอทานข้าวที่ห้องอาหารรถไฟ ระหว่างสนทนาภะรตรู้ว่าอุมารังษีจะไปเป็นครูที่ จ.เชียงใหม่ แต่ยังไม่มีจุดหมายแน่นอน จึงเอ่ยชวนไปทำงานเป็นครูพี่เลี้ยงให้ “คุณแจ๋ว” น้องสาวพิการและเป็นใบ้ของเขา อุมารังษีที่ใช้เพียงชื่อ “อุมา” ตอบตกลง

เมื่อถึงปราสาทกลางป่าลึก อุมารังษี ต้องปะทะคารมกับ “ป้าแช่ม” แม่บ้านของปราสาท และ “กัญญา” ที่ทำตัวเป็นเจ้าของภะรตตลอดเวลา ตกกลางคืนอุมารังษีได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิง จึงตัดสินใจออกไปดู แต่กลับเจอภะรต ชายหนุ่มบอกหญิงสาวไม่ให้พะวงกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับตัวเธอ ทำให้อุมารังษีสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก วันต่อมา อุมารังษีขี่ม้าไปจนถึง “ไร่สองพี่น้อง” ทำให้ได้พบกับ “ศุลีมาศ” และ “วิษณุ” เจ้าของไร่ ทั้ง 3 คุยกันอย่างถูกคอ จึงไปมาหาสู่กันเรื่อยมา จนวันหนึ่งพระองค์เจ้า “รวิศักดิ์” และนมนุ่ม มาพักที่ไร่สองพี่น้อง และได้พบกับอุมารังษี พระองค์เจ้ารวิศักดิ์ ตกหลุมรักทันที แต่ก็แอบสงสัยว่าอุมาจะเป็นคนเดียวกับท่านหญิงอุมารังษี เพราะก่อนหน้านั้น รวิศักดิ์นำจดหมายจากประเทศอังกฤษ ของ “พงศ์อิสรา” พี่ชายอุมารังษีไปให้หม่อมอร ทำให้เห็นรูปอุมารังษี และหม่อมอรก็เล่าว่าลูกสาวหนีออกจากบ้าน

อุมารังษีดูแลพร้อมสอนหนังสือ คุณแจ๋วอย่างดี จึงเกิดความสนิทสนมกัน ภะรตก็เริ่มหลงรักอุมารังษีขึ้นทุกวันหากไม่แสดงออก แต่ป้าแช่มและกัญญาก็คอยกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายอุมารังสีสารพัด กลางดึกคืนหนึ่งอุมารังษีพบซากแมวเลือดอาด แขวนอยู่ที่หน้าต่างห้องนอน เธอกรีดร้อง และมั่นใจว่าปราสาทแห่งนี้ต้องมีความลึกลับซ่อนอยู่

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามรับชม “ปราสาทมืด” ละครพีเรียดแนวพิศวาส-ฆาตกรรม เรื่องราวความลึกลับของคฤหาสถ์ ผู้คนที่มีบุคลิก และพฤติกรรมอันแปลกประหลาด เต็มไปด้วยปริศนา

รายชื่อนักแสดงละคร ปราสาทมืด

ริต้า-ศรีริต้า เจนเซ่น   แสดงเป็น   หม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี อิศรา
ณัฐ-ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง   แสดงเป็น   ภะรต ภารตรักษ์
บอย-พิษณุ นิ่มสกุล   แสดงเป็น   พระองค์เจ้ารวิศักดิ์ เทวัญ
มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล   แสดงเป็น   ศุลีมาศ
หมิง-ชาลิสา บุญครองทรัพย   แสดงเป็น   กัญญา
โก-โกสินทร์ ราชกรม   แสดงเป็น   วิษณุ
แมน-การิน ศตาย   แสดงเป็น   หม่อมเจ้าพงศ์อิศรา อิศรา
ส้ม-เมารี เออเจนี เลอเลย   แสดงเป็น   พิมพ์ทิพ
เอมี่-สุพัณณิตา ก่อเกษมวงศ   แสดงเป็น   คุณแจ๋ว
น้ำฝน-สรวงสุดา ลาวัลย์ประเสริฐ   แสดงเป็น   หม่อมอร
หมู-พรผกาเสียงสมบูรณ์   แสดงเป็น   ป้าแช่ม

เจ้าสาวไร่ส้ม

การัณย์กรณ์ ศรอภิวัฒน์ (ณัฐรัฐ โมริส – เลอกรอง) ต้องตกใจแทบล้มทั้งยืน เมื่อได้รู้ข้อความในพินัยกรรม ซึ่ง นายศร ศรอภิวัฒน์ (เศรษฐา ศิระฉายา) คหบดีผู้เป็นพ่อได้ทำไว้ ก่อนจะเสียชีวิต ข้อความในพินัยกรรมระบุว่า การัณย์กรณ์จะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่แบ่งให้เขาได้ ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสแต่งงานกับ น.ส. ขวัญล่า นาบุญยืน (พัชรินทร์ จัดกระบวนพล) ผู้จัดการไร่ส้มของพ่อเขา

สาเหตุที่นายศรต้องทำพินัยกรรมพิลึกพิลั่นแบบนี้ เพราะความเหลวไหลของการัณย์กรณ์เอง ด้วยเพราะเป็นน้องคนสุดท้องของแฝดพี่สองสาว แสงดาว (ปรารถนา บรรจงสร้าง) และแสงเดือน (ปาริฉัตร ไพรหิรัญ) จึงถูกเอาใจเป็นพิเศษ ทำให้การัณย์กรณ์กลายเป็นคนไม่จริงจังกับอะไรทั้งสิ้น เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ ทำธุรกิจก็โดนโกง แถมยังติดเล่นพนันบอล จนถูกเจ้าหนี้ตามล่าตัวอีก เท่านั้นไม่พอการัณย์กรณ์ยังโปรยเสน่ห์ให้สาวๆ ไปทั่ว นายศรจึงตัดสินใจว่า ขวัญล่า คือคนๆ เดียวที่จะดัดนิสัยลูกชายของเขาได้

แต่เพียงเจอหน้ากันครั้งแรก เธอรู้สึกสังเวชในตัวเขา แม้หน้าตาเขาจะหล่อเหลา แต่กลับดูหยิบโหย่ง ปากคอยังเราะร้าย ส่วนการัณย์กรณ์รู้สึกทันทีว่า เขาไม่มีทางจะแต่งงานกับสาวผิวคล้ำ แถมหน้าตาจืดชืดคนนี้ได้แน่ๆ การพบกันครั้งแรก แม้จะทำให้การัณย์กรณ์ไม่ค่อยพอใจนัก แต่เขาก็จำต้องพยายามทำให้ขวัญล่ายอมแต่งงานกับเขา โดยหวังว่าหลังจากจดทะเบียนสมรส เขาจะขอหย่าขาดจากเธอทันที

แค่วันแรกที่การัณย์กรณ์มาที่ไร่ ก็มีปัญหา เพราะเขาถูกให้ไปนอนบ้านริมบึง และเมื่อตื่นขึ้นมาใกล้เที่ยง หิวจนแสบท้อง จึงตัดสินใจเดินออกไปหาก๋วยเตี๋ยวกินที่ถนนใหญ่หน้าไร่ แต่เดินมาถึงกลางทางก็ทนพิษแดดบวกกับความหิวไม่ไหว จึงเป็นลมทรุดลงกับพื้นถนน ระหว่างนั้นรถสองคันก็วิ่งเข้ามาหยุดตรงการัณย์กรณ์ รถคันหนึ่งเป็นของ ปารวาตี (ชาลิสา บุญครองทรัพย์) สาวสวยวัยยี่สิบกว่าๆ ลูกสาวเจ้าของไร่ส้มและรีสอร์ตที่อยู่ติดกับไร่ของคุณศร ส่วนรถอีกคันหนึ่ง เป็นของ สกุลทิพย์ เมอร์เซอร์ (สกาวใจ พูลสวัสดิ์) แม่ม่ายผัวฝรั่ง เพิ่งหย่าขาดกัน และได้แบ่งสมบัติจากผัวมามากจนตั้งตัวได้ ทั้งสองสาวลงมาดูร่างของการัณย์กรณ์ที่แน่นิ่งอยู่กับพื้น

ระหว่างนั้น ที่ไร่ส้ม เมื่อขวัญล่ากลับมา ก็พบกับชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง มารอทวงหนี้พนันบอลจากการัณย์กรณ์ ขวัญล่ามาตามหาการัณย์กรณ์จึงรู้ว่าการัณย์กรณ์หายตัวไป หลังจากเจรจาขอนัดกลุ่มชายฉกรรจ์ให้มาใหม่ในวันหลังแล้ว ขวัญล่าก็ชวน กิตติชนม์ (พิศาล ศรีมั่นคง) นักวิชาการเกษตรที่ไร่ของปารวาตีซึ่งสนิทกับเธอ ออกตามหาจนพบที่บ้านของสกุลทิพย์ พอทั้ง 2 สาว เจอกัน ก็เกิดการโต้เถียงกันยกใหญ่ เพราะรู้ว่าสกุลทิพย์ต้องการอะไรจากการัณย์กรณ์

วันต่อมา ขวัญล่าเอาร่างสัญญาจ้างงานมาให้การัณย์กรณ์เซ็น เธอยินดีจะเอาเงินของไร่กว่าสองแสนบาทใช้หนี้พนันบอลให้เขา แต่เขาจะต้องยอมทำงานเป็นลูกจ้างในไร่ การัณย์กรณ์จำ ต้องยอมเซ็นสัญญา ขวัญล่าเริ่มบังคับให้การัณย์กรณ์ออกทำงานในไร่ให้สมกับค่าจ้าง แต่ด้วยการที่เป็นหนุ่มผิวบาง เขาจึงทำงานได้เพียงนิดๆหน่อยๆ แล้วก็ต้องหลบเข้าร่ม ทำให้ขวัญล่าหงุดหงิด และเหมือนจะหมดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงการัณย์กรณ์ โชคดีที่ คมสันต์ (ณัฐนันท์ จันทรวิโรจน์) เพื่อนสนิทของการัณย์กรณ์ ทนายประจำตระกูลให้บ้านของการัณย์กรณ์ ช่วยเจรจาขอร้องขวัญล่าให้อดทนกับเพื่อนเขา และเห็นแก่คุณศร

ขวัญล่าตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่ดีๆ กับการัณย์กรณ์ แต่อุปสรรคคนใหม่ก็ตามมาราวี แคทรีน่า (ธนิดา กาณจนวัฒน์) ดารานางร้ายในละคร แฟนเก่าของ ณัฐีร์ (นพเก้า โกเจริญกิจ) ที่ร่วมหุ้นลงทุนเปิดผับกับการัณย์กรณ์ ที่ตอนนี้แคทหันมาสนใจการัณย์กรณ์ โดยหวังจะปล่อยให้การัณย์กรณ์เป็นอิสระ ด้วยการแกล้งทำเป็นว่าเธอท้องกับการัณย์กรณ์ แคทขอให้ขวัญล่าเห็นแก่เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จะต้องลำบาก ขวัญล่านึกสงสารเด็ก จนเกือบจะจดทะเบียนกับการัณย์กรณ์ แผนการของแคทเกือบจะสำเร็จ แต่โชคดีที่ วรวีย์ (ชนิสาร์ บังคมเนตร) ลูกสาวของป้าสาย ปิดเทอมกลับมาพักผ่อนที่บ้าน ล่วงรู้ความลับนี้ แล้วเปิดโปงให้ขวัญล่ารู้ความจริง

ต่อมา การัณย์กรณ์ถูกเคี่ยวเข็ญให้ออกไปทำงานตัดหญ้าในไร่ แต่เขาก็ยังคงแอบงีบเหมือนเดิม ขวัญล่ามาพบเข้าก็ต่อว่าและสบประมาทการัณย์กรณ์อย่างรุนแรง ทั้งคู่จึงแก้เผ็ดกันไป-มา โดยการัณย์กรณ์ชวน ก่อลาภ (วิชัย จงประสิทธิ์พร) เด็กคนงาน ขับรถของไร่หนีไปเที่ยวน้ำตก ขวัญล่าเอาคืนด้วยการแจ้งตำรวจว่าการัณย์กรณ์ขโมยรถ การัณย์กรณ์ถูกตำรวจจับไปนอนเล่นในห้องขังเลยทีเดียว….

เวลาผ่านไปการัณย์กรณ์เริ่มเข้าใจในตัวขวัญล่ามากขึ้น แม้เขาจะทำตัวแย่ขนาดไหน แต่เธอก็ยังเป็นห่วงเขา โดยเฉพาะช่วงที่การัณย์กรณ์ป่วย แต่แคทโทรกลับไปรายงานแสงดาวกับแสงเดือนว่า การัณย์กรณ์ป่วยหนัก แสงดาวกับแสงเดือนจึงบังคับให้คมสันต์ไปพาตัวการัณย์กรณ์กลับกรุงเทพฯ เขาจึงจำเป็นต้องกลับไป แต่ก็ให้สัญญาขวัญล่าว่า เขาจะกลับมาช่วยเก็บส้มเมื่อถึงเวลา แสงดาวกับแสงเดือนไม่ยอมให้การัณย์กรณ์กลับไปอยู่ที่ไร่อีก เธอพร้อมจะชดใช้เงินสองแสนให้ขวัญล่า ส่วนเรื่องพินัยกรรม ก็จะให้ทนายพิสูจน์ว่าพ่อของเธอ มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ขณะทำพินัยกรรม แต่ก็ไม่สำเร็จ

การัณย์กรณ์กลับมาที่ไร่ ทันเวลาเริ่มเก็บผลส้ม คราวนี้เขาเปลี่ยนเป็นคนละคน แม้จะต้องทำงานกลางแดด แต่การัณย์กรณ์ก็ไม่บ่นสักคำ ขวัญล่าทึ่งในความเปลี่ยนแปลงนี้ และกำลังจะรู้สึกดี แต่ไม่ทันไร ปารวาตีก็แวะมาเยี่ยมที่ไร่ และคิดจะจับการัณย์กรณ์เพื่อหวังนำเงินมาใช้หนี้แทนพ่อตน แต่การัณย์กรณ์ก็ไม่เล่นด้วย กลับผลักให้คมสันต์แทน ความจริงแล้ว ปารวาตีก็รู้สึกดีกับคมสันต์ แต่เพราะถูกแม่สั่งให้จับการัณย์กรณ์ให้ได้นั่นเอง